การใช้คำว่ากับ แก่ แต่ ต่อ

การใช้คำว่ากับ แก่ แต่ ต่อ

กับ แก่ แต่ ต่อ (๑)

          ความเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นเรื่อง ธรรมชาติ แม้ผู้ใช้ภาษาจะยอมรับ แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างไหนถือได้เป็นความวิบัติ

          ผู้ใช้นามว่า “รักษาไทย”  ให้ความเห็นไว้ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๔ ว่า

          การเกิดขึ้นใหม่ควรเรียกว่า “อุบัติ” แต่การแก้สิ่งเดิมที่ถูกต้องให้เปลี่ยนแปลงไป ตามใจผู้มักง่ายขอเรียกว่า “วิบัติ”

          “รักษาไทย”  ไม่เห็นด้วยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาษาให้เขียนง่ายขึ้น ออกเสียงง่ายขึ้น อันเป็นความเห็นเดียวกับ อาจารย์วีระ บุณยะกาญจน (มติชนสุดสัปดาห์ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๔)

          วันนี้จะยังไม่พูดเรื่องตัวสะกดอัน เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าจะเขียนถึงอย่างละเอียดต่อไปข้างหน้า แต่จะขอยกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงทางภาษาที่นำขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กัน

นั่นก็คือการใช้คำว่า “กับ”

          อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ยกตัวอย่างไว้ในเรื่อง “แด่นักอนุรักษ์ภาษาไทย” (มติชนสุดสัปดาห์ ๒๗ ส.ค. ๒๕๔๔) ว่า แม้แต่ ดำรง พุฒตาล ซึ่งอนุรักษ์ภาษาไทยอย่างเหนียวแน่นก็ยังใช้คำว่า

          “ไม่ให้ความสำคัญกับภาษาไทย”

          อาจารย์นิธิ แสดงความเห็นว่า การใช้ภาษาเช่นนี้ก็ถือว่าได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว เพราะในสมัยโบราณจะต้องใช้ว่า “ให้แก่” ไม่ใช่ “ให้กับ” นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ถ้าไม่จำเป็นภาษาไทยไม่ใช้บุพบท และในปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้ยินหรือได้อ่านใครใช้บุพบทตามหลักโบราณอย่างนี้แล้ว แต่ไม่ว่าใครจะใช้ตามแบบเก่าหรือแบบใหม่อาจารย์นิธิก็กล่าวว่าฟังรู้เรื่องทั้งสิ้น

          ในขณะที่อาจารย์นิธิยอมรับความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แต่ ภาษิต จิตรภาษา กลับไม่ยอมรับ

          ในบทความเรื่อง “การอ่านออกเสียงภาษาไทย”  (ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม ๒๕๔๔) ภาษิต จิตรภาษา ได้ทักท้วงว่ามีวิทยากรผู้หนึ่งใช้สันธานผิด คือ ใช้ “ให้กับ” แทน “ให้แก่” เมื่อมีผู้ท้วงว่า “เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนแล้ว” ภาษิต จิตรภาษา ก็ตั้งคำถามว่า

ใครเปลี่ยน ตำราเปลี่ยน หรือว่าเปลี่ยนเพราะคุณพากันใช้ผิด (เพราะต่างก็ใช้ตามกันโดยไม่มีหลักตำรา)

          นอกจากนี้ ภาษิต จิตรภาษา ก็ยังกล่าวชม อาจารย์ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย ว่า ใช้ภาษาได้ถูกต้องตามตำราเพราะใช้ว่า “ให้แก่เด็ก”

จะเห็นได้ว่า ผู้รู้ทั้งสองท่านนี้มีความเห็นที่ต่างกันในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของการใช้ ภาษาไทย ท่านหนึ่งยอมรับทั้งสองแบบ โดยมิได้กล่าวว่าฝ่ายใดผิด แต่อีกท่านหนึ่งเห็นว่าสิ่งที่ผิดไปจากตำรานั้นผิด

          ที่ยกความคิดเห็นของท่านผู้รู้มากล่าวนำก่อนนี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นอะไรบางอย่าง

ข้อแรก ตกลง คำว่า “กับ” นี่เป็น “บุพบท” หรือ “สันธาน” กันแน่

          ข้อสอง หลักโบราณที่ท่านทั้งสองกล่าวถึงนั้น คือหลักอะไร ของใคร โบราณแค่ไหน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๒๕ กล่าวไว้ว่า

          กับ เป็นคำที่เชื่อมคำหรือความเข้าด้วยกัน มีความหมายว่า รวมกันหรือเกี่ยวข้องกัน เช่น ฟ้ากับดิน กินกับนอน หายวับไปกับตา

          แก่ บ. ใช้นำหน้านามฝ่ายรับ เช่น ให้เงินแก่เด็ก

          แสดงว่าในปัจจุบันนี้ “กับ” คือ คำเชื่อม ส่วน “แก่” คือคำบุพบท

          คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า หลักที่ต่างฝ่ายต่างก็อ้างถึงนั้นคืออะไร

          ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม  ราชบัณฑิตยสถาน

 

กับ แก่ แต่ ต่อ (๒)

          ใน พ.ศ.๒๔๑๑ สมัยรัชกาลที่ ๔ คือเมื่อ ๑๓๓ ปีมาแล้ว (ขณะที่เขียนนี้คือ พ.ศ.๒๕๔๔) มีประกาศเรื่อง ให้ใช้คำต่อแลคำตาย ดังนี้

          ๓๑๑ ประกาศให้ใช้คำต่อแลคำตาย

ประกาศมาให้คนเขียนหนังสือทั้งปวง ทราบทั่วกัน แล้วสังเกตใช้ให้ถูกในที่ควรจะว่า ว่ากับ ว่าแก่ ว่าแต่ ว่าแด่ ว่าต่อ แลคำว่า ทรง นั้น จงสังเกตให้แน่แล้วใช้ให้ถูก

ไปกับ มากับ นั่งกับ นอนกับ ยืนกับ เดินกับ กินกับ อยู่กับ ทำด้วยกันกับ ดูกับ เล่นกับ เที่ยวกับ พูดกันกับ เจรจากับ ปฤกษากับ คิดอ่านกับ เหมือนกับ เช่นกับ ชอบกันกับ ชอบอัธยาศัยกับ วิวาทกับ ชกตีกับ รักใคร่กับ ชอบพอเกับ อยู่ด้วยกันกับ อาศัยอยู่กับ เอาไว้กับ สมคบกับ ร่วมกับ พร้อมกับ รวมกับ ผูกกับ ติดกับ ร้อยกับ ตรึงกับ ตรงกันกับ ต้องกันกับ เกี่ยวข้องกับ พบกับ สิ่งนั้นกับสิ่งนั้น คนนั้นกับคนนั้น ผัวกับเมีย นายกับบ่าว ข้ากับเจ้า บุตรกับบิดา ชายกับหญิง พระสงฆ์กับคฤหัสถ์ ชาววัดกับชาวบ้าน ช้างกับม้า โคกับเกวียน เงินกับทอง หม้อข้าวกับเชิงกราน นกกับกรง ทหารกับปืน ร่มกับรองเท้า คนกับเรือ ข้าพเจ้ากับผู้มีชื่อ ตระลาการกับลูกความ โจทย์กับจำเลย หมอกับคนไข้ ที่บ้านกับที่สวน

          ให้แก่ ไว้แก่ มอบแก่ ขึ้นแก่ ส่งแก่ ว่าแก่ ต่อว่าแก่ บอกแก่ เล่าแก่ ตอบแก่ แจ้งความแก่ ฟ้องแก่ ร้องแก่ ทอดเทแก่ ทับถมแก่ ไว้ใจแก่ ปลงใจแก่ ไว้ธุระแก่ จำนำแก่ ข้าศึกแก่ ควรแก่ สมควรแก่ ทำแก่ ทำคุณแก่ ลงโทษแก่ จ่ายแจกแก่ แบ่งปันแก่ เสียเงินแก่ ปรับไหมแก่ ไว้ความแก่ ส่งให้แก่ อายัดไว้แก่ ตัดสินให้แก่ เป็นสิทธิแก่ ตกไปแก่ เอ็นดูแก่ สงเคราะห์แก่ อนุเคราะห์แก่

          ขอแต่ เอาแต่ รับมาแต่ เอามาแต่ ได้มาแต่ เรียกแต่ เร่งแต่ เก็บเงินแต่ ยืมมาแต่ เรียกภาษีแต่ ซื้อแต่ เช่าแต่ กู้แต่ ไถ่แต่

รับสารภาพต่อ รับผิดต่อ

ฯลฯ

          (ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ พ.ศ.๒๔๐๘-๒๔๑๑ หน้า ๑๑๘-๑๙๐)

นี่คือหลักที่ประกาศเมื่อร้อยกว่า ปีก่อนโน้น ผู้ใช้ภาษาในปัจจุบันก็คงจะพอมองออกว่าเราใช้เหมือนเดิมบ้าง ไม่เหมือนเดิมบ้าง เช่น เราพูดว่า “ทำไมถึงทำกับฉันได้” มิได้พูดว่า “ทำไมถึงทำแก่ฉันได้” หากจะถามว่า “ใครเปลี่ยน” ก็คงตอบได้ว่า   “เจ้าของภาษา”  เป็นผู้เปลี่ยน

          ความเปลี่ยนแปลงในด้านการเลือกใช้ คำโดยเฉพาะคำเชื่อมคำต่อดังว่านี้มิได้เกิดจากความไม่รู้ หรือทำให้ผิดกลายเป็นถูก แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามฉันทามติของผู้ใช้ภาษา ดังเช่นที่ในปัจจุบันนี้ มีผู้ใช้ “เนื่องเพราะ” แทน “เนื่องจาก” หรือ “เพราะ”

          อย่างน้อยที่สุด พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๒๕ ซึ่งถือว่าเป็น “หลัก” ของภาษาไทยในปัจจุบันก็มิได้ใช้ว่า “คำต่อ” แต่ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า

คำต่อ คือคำบุรพบทและคำสันธาน

          คำว่า “บุรพบท” นี้เขียนได้อีกอย่างหนึ่งว่า “บุพบท”

          ฉะนั้น การที่อาจารย์นิธิจะเรียกคำว่า “กับ” ว่า “บุพบท” และ ภาษิต จิตรภาษา จะเรียกว่า “สันธาน” ก็ถือได้ว่าไม่ผิดทั้งคู่ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ที่ยึดมั่นอยู่ในหลักเก่าก็ยังยอมเปลี่ยนแปลงมาใช้คำใหม่ได้

          คำถามต่อไปก็คือ แล้วหลักนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอีกไหม

          แน่นอนที่สุด เมื่อก่อนนี้ พระมหากษัตริย์ทรงใช้ “กู” กับประชาชน เดี๋ยวนี้ยังเปลี่ยนมาเป็น “ข้าพเจ้า” ได้ หากคนไทยปัจจุบันจะเปลี่ยนมาใช้ “ให้กับ” แทน “ให้แก่” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

          ขอให้สังเกตว่า หลักเมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีโน้น (ซึ่งอาจจะอยู่ในตำราสมัยสุโขทัย ถ้ามี) ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง แต่หลักเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมายังอยู่ในช่วงเชื่อมต่อ บางคำเราก็ยังใช้อยู่ บางคำใช้คู่กัน บางคำเลิกใช้แล้ว

          มีใครบ้างที่ยังพูดว่า

“อย่าพูดจาทับถมแก่เพื่อน”

“รัฐเก็บภาษีแต่ประชาชน”

“เขารับสารภาพต่อตำรวจ”

ส่วนใหญ่จะได้ยินแต่ในละครที่เขาเรียกกันว่า “ละครพีเรียด”  ไม่ได้บอกว่าผิด เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าผู้พูด พูดตามหลักเดิมเท่านั้น

          ตำราภาษาที่ดี โดยเฉพาะที่ว่าด้วยเรื่องการใช้ภาษานั้น จะเป็นตำราที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จะไม่นำหน้าผู้ใช้ภาษา (หมายความว่าไม่บงการว่าต้องใช้อย่างไร) แต่จะตามบันทึกความเปลี่ยนแปลงอันเหมาะสมตามกาลเทศะเท่านั้น

          แม้แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ยังต้องมีการปรับปรุง แก้ไข กันอยู่ตลอดเวลา

          แต่ถ้าจะไม่ยอมรับ พจนานุกรมฉบับนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

          ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

 

กับ แก่ แต่ ต่อ (๓)

          ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ใน พ.ศ.๒๔๑๑ สมัยรัชกาลที่ ๔ มีคำชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คำต่อ ซึ่งได้แก่คำว่า กับ แก่ แต่ แด่ ต่อ แต่ในอีก ๑๑๔ ปีต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๒๕ ได้เปลี่ยนเรียกชื่อเสียใหม่ดังนี้คือ

          กับ เป็นคำที่เชื่อมคำหรือความเข้าด้วยกัน มีความหมายว่า รวมกันหรือเกี่ยวข้องกัน เช่น ฟ้ากับดิน กินกับนอน หายวับไปกับตา

          แก่ บ. ใช้นำหน้านามฝ่ายรัก เช่น ให้เงินแก่เด็ก

          แต่ บ. นำหน้านามบอกเวลาหรือบอกสถานที่ เช่น มาแต่เช้า มาแต่บ้าน แต่ไหนแต่ไรมา

          แด่ บ. แก่ (ใช้ในที่เคารพ)

          ต่อ เรียกสิ่งที่เชื่อมเข้าด้วยกัน เช่น คำต่อ (คือคำบุรพบทและคำสันธาน) ข้อต่อ   บ.เฉพาะ, ประจันหน้า, เช่น ต่อหน้า ยื่นต่ออำเภอ

          ขอให้สังเกตว่าใน พ.ศ. ๒๕๔๔ คืออีก ๑๙ ปีต่อมา เราอาจจะได้เห็นการใช้ภาษาที่แตกต่างออกไปจากที่ระบุไว้ในพจนานุกรมบ้างแล้ว เช่น

          “เขาให้เงินเด็กไปแล้ว”

          “เขาให้เงินกับเด็กไปแล้ว”

          “เขายื่นคำร้องอำเภอแล้ว”

          “เขายื่นคำร้องกับอำเภอแล้ว”

          จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผิดแผกออกไปจาก ตัวอย่างในพจนานุกรมนั้นมีอยู่ ๒ แบบคือ แบบแรก ไม่ใช้คำบุพบท ส่วนแบบหลังเปลี่ยนคำบุพบทจาก แก่ และ ต่อ ไปเป็น กับ

ความเปลี่ยนแปลงแบบแรกคือการกลับสู่ความเป็นไทย ดังที่ พระยาอุปกิตศิลปสาร เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

ประโยคคำพูดของไทยเป็นระเบียบภาษา แบบตะวันออก เช่น จีน เขมร ลาว เป็นต้น ครั้นต่อมาเราเรียนภาษาบาลี ซึ่งมีระเบียบไวยากรณ์อย่างภาคตะวันตก (คือชาวอินเดียตลอดจนฝรั่ง) ทำให้ภาษาไทยเราเอนมาทางบาลีมากเข้า เช่น ใช้บุพบท สันธาน มากขึ้นกว่าเก่า เป็นต้น ครั้นต่อมาเราตั้งรูปโครงสร้างไวยากรณ์ตามภาษาอังกฤษปนกับบาลีสันสกฤตดัง กล่าวมาแล้ว ดังนั้น รูปประโยคไวยากรณ์ที่ใช้อยู่จึงคล้ายคลึงกับอังกฤษ แต่ให้ผู้ศึกษาสังเกตไว้ว่าคล้ายคลึงกันเพียงรูปโครงเท่านั้น ส่วนระเบียบของภาษาอันแท้จริงนั้นต้องเป็นไปตามภาษาไทยเรา จะนำเอาภาษาอื่นมาใช้ไม่ได้ ขอให้ผู้ศึกษายึดไว้เป็นหลักต่อไป   (หลักภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปสาร ไทยวัฒนาพานิช ๒๕๓๓ หน้า ๒๙๘)

          ส่วนความเปลี่ยนแปลงแบบที่สองนั้น หากพิจารณาดูอย่างเผิน ๆ อาจจะเห็นว่าเป็นการเลือกใช้คำใหม่ แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะเห็นได้ว่าเป็นการกลับสู่ความเป็นไทยเช่นเดียวกับแบบ ที่หนึ่ง การใช้คำว่า กับ เป็นเพียงการแสดงความเกี่ยวข้องกันเท่านั้น ส่วน แก่ และ ต่อ มีลักษณะของไวยากรณ์บาลีสันสกฤต และอังกฤษที่ต้องระบุเครื่องหมายบอกความสัมพันธ์ของคำในประโยค ส่วนภาษาไทยใช้วิธีเรียงคำ ฉะนั้นจะใช้หรือไม่ใช้ก็มีค่าเท่ากัน

          ส่วนคำว่า “ต่อหน้า” มีลักษณะที่ต่างจาก “ยื่นต่ออำเภอ” คำว่า “ต่อ” ที่อยู่หน้าคำว่า “อำเภอ” เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของคำในประโยคตามแบบภาษาบาลีสันสกฤตและอังกฤษ นั่นคือ “อำเภอ” เป็น “ฝ่ายรับ” แต่ “ต่อหน้า” เป็นหน่วยเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนขยายของคำกริยา เช่น “พูดกันต่อหน้า” “ทำกันต่อหน้า” ในประโยคทั้งสองนี้ “หน้า” มิได้เป็น “ฝ่ายรับ” เหมือนกับคำว่า “อำเภอ” แม้แต่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.  ๒๕๒๕ เอง ก็ยังให้คำจำกัดความว่า

          ต่อหน้า ว. ซึ่งหน้า, เฉพาะหน้า, ต่อหน้าต่อตา ก็ว่า

          ส่วนคำว่า แต่ ที่เคยใช้นำหน้านามบอกสถานที่ก็เริ่มเปลี่ยนไป เพราะในขณะนี้เรามักจะใช้กันว่า “คุณมาจากไหนครับ” “มาจากนิวยอร์กค่ะ” ถ้าถามว่า “คุณมาแต่ไหน” คงฟังดูแปลก

          สุดท้ายคือคำว่า แก่ กับ แด่ ซึ่งมีความหมายอันเดียวกัน เพียงแต่คำว่า แด่ ใช้สำหรับผู้ที่เราให้ความเคารพ เช่น “มอบดอกไม้แก่คุณ” “ถวายดอกไม้แด่พระภิกษุ”

แต่ทั้งคำว่า แก่ และ แด่ ในประโยคข้างต้นนี้อาจจะตัดทิ้งเสียก็ได้ กลายเป็น “มอบดอกไม้คุณ” “ถวายดอกไม้พระภิกษุ” หรือถ้าเกิดความรู้สึกว่า “ขาด ๆ ห้วน ๆ” ไปหน่อย บางคนก็เติมคำว่า “ให้” ลงไป กลายเป็น “มอบดอกไม้ให้คุณ” “ถวายดอกไม้ให้พระภิกษุ”

จำได้ว่า เคยใช้คำว่า แด่ เฉพาะตอนที่เซ็นมอบหนังสือให้อาจารย์ว่า “มอบแด่อาจารย์ที่เคารพ” เท่านั้น ไม่เคยใช้ในภาษาพูดธรรมดา ๆ เลย

          นี่คือความเปลี่ยนแปลงของการใช้คำว่า กับ แก่ แต่ แด่ ต่อ ในปัจจุบัน

เป็นความเปลี่ยนแปลง อันกลับสู่ความเป็นไทยนั่นเอง

          ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

ที่มา/อ้างอิง  : 

นิตยา  กาญจนะวรรณ.  ราชบัณฑิตยสถาน.  (๒๓  พฤศจิกายน  ๒๕๕๔). 

      การใช้กับ แก่ แต่ ต่อ (๑)-(๓).   เข้าถึงได้จาก  :  

      http://www.royin.go.th/th/

      knowledge/ detail.php?ID=208?

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 113 other followers