องค์ประกอบของพยางค์และคำ

องค์ประกอบของพยางค์และคำ

            หลังจากที่ครูปิยะฤกษ์ได้สอนนักเรียนผ่านการบันทึกเทปในกิจกรรม DLIT Classroom ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ไปแล้วนั้น วันนี้จึงขอนำความรู้มาเสนอต่อผู้ที่สนใจที่ผ่านมาชมหรือติดตามบล็อกการศึกษาแห่งนี้ครับ ซึ่งการสอนเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เข้าใจเรื่อง “องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำ” ในภาษาไทยให้มากขึ้น โดยสามารถนำไปใช้ในการเรียน การเตรียมตัวสอบเก็บคะแนน และสอบเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งกล่าวถึง “องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำ” ในภาษาไทย ซึ่งเกี่ยวกับ พยางค์ เป็นเสียงที่เปล่งออกมาแต่ละครั้ง จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำ ส่วน คำ เป็นหน่วยของภาษาที่ประกอบด้วยเสียงและความหมาย คำจำแนกตามพยางค์ได้เป็นคำพยางค์เดียว และ คำหลายพยางค์ การแยกองค์ประกอบของพยางค์และคำนั้นทุกพยางค์ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย ๓ ส่วนเท่านั้น ได้แก่ ๑. เสียงพยัญชนะต้น ๒. เสียงสระ ๓. เสียงวรรณยุกต์ ซึ่งให้ความรู้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำอย่างละเอียด พร้อมแล้วไปศึกษาจากสื่อวีดีโอที่เป็นบันทึกเทปการสอน ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒  ใบความรู้ และตัวอย่างแบบทดสอบในครั้งนี้ได้เลยครับ  หากนักเรียนหรือผู้สนใจมีความไม่เข้าใจในเรื่องนี้สามารถสอบถามมาทางโพสต์เรื่องนี้ได้เลยครับ

 

เทปการสอน ตอนที่ ๑ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

เทปการสอน ตอนที่ ๒ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

ใบความรู้/เอกสารประกอบการสอน เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

แบบทดสอบ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

 

 

ภาษาไทย ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์ บุญโกศล

ภาษาไทย ม.4  เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

             จากการที่ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  ได้ร่วมบันทึกเทปรายการ DLIT  Classroom  จำนวน 5 เทป ได้แก่  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 และตอนที่ 2,  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2   และภาษาไทย  ม.4 เรื่องการเขียนสะกดคำ   ตามโครงการ “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือ “Distance Learning  Information Technology (DLIT)” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดกลาง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาในด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  ก่อนหน้านี้ ๓ เดือน ผู้ที่สนใจศึกษาก็ได้สอบถามเข้ามาในสื่อสังคมออนไลน์อยู่เป็นระยะว่าเวลาใดกันหนอที่เทปการสอนตอนที่ 2 จะออกเผยแพร่   มาถึงวันนี้ เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล ก็เผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 สมกับการที่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอคอย เนื่องจาก สพฐ.โดยคณะทีมงานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเนื้อหาและคุณภาพของวีดีโอผลงานชิ้นนี้อยู่นะครับ  
            ในเทปที่ 2 เรื่องเสียงในภาษานี้ เน้นการสอนเกี่ยวกับเสียงพยัญชนะ เสียงวรรณยุกต์ และแนวทางในการพิชิตข้อสอบให้ได้  พร้อมแล้ว…ไปศึกษากันได้เลยครับ  
            หากวีดีโอการสอนเรื่องนี้มีข้อควรพัฒนาหรือแก้ไขปรับปรุง อาทิ ด้านเนื้อหา การใช้ภาษา ครูปิยะฤกษ์ก็ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้ศึกษาทุกท่านผ่านทางบล็อกในส่วนการแสดงความเห็นท้ายเรื่องในบล็อกนี้ครับ ยังมีอะไรค้างคาใจ หรือมีความขัดแย้งกันระหว่างองค์ความรู้ที่ปรากฏอยู่ ครูปิยะฤกษ์ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และยินดีรับฟังองค์ความรู้ที่ท่านมีอยู่เพื่อนำมาพัฒนาให้เกิดสื่อที่เป็นองค์ความรู้สาระวิชาภาษาไทย เรื่อง เสียงในภาษา มีความชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไปครับ

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ภาษาไทย ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 โดย ครูปิยะฤกษ์ บุญโกศล

ภาษาไทย ม.4  เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

ความเป็นมา

ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29  (อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ)  ได้รับโอกาสที่ดีในการถูกคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  ให้เป็นฟันเฟืองซี่หนึ่งในการพัฒนาสื่อแห่งวงการศึกษาเพื่อร่วมบันทึกเทปรายการ DLIT  Classroom  จำนวน 5 เทป ได้แก่  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 และตอนที่ 2,  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2   และภาษาไทย  ม.4 เรื่องการเขียนสะกดคำ   ตามโครงการ “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือ “Distance Learning  Information Technology (DLIT)” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดกลาง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาในด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

จึงขอเชิญนักเรียนและผู้ที่สนใจมุ่งศึกษาจากเทปการสอนซึ่งเชื่อมต่อมาจาก YouTube และใบงานต่าง ๆ ได้ ณ โอกาสนี้ครับ  หากมีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย  และยินดีรับข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านทางความเห็นผ่านบล็อกนี้ได้เลยครับ

 

 

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทย

บทคัดย่อ

 

ชื่อเรื่อง        รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร

ชื่อผู้วิจัย       นางสาวสุพักตร์  ทองแสง

ปีการศึกษา    2557

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปและเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต ของนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ให้มีนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มจับฉลากเลือกห้องตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท โดยผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น คือ แบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.51 – 0.89 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.23 – 0.59 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.62

ผลการวิจัยพบว่า

1) แบบฝึกทักษะการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต ของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 83.03/83.19 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.72 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

2) นักเรียนร้อยละ 97.22 ของนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยและบาลี – สันสกฤต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ต่าง ๆ นานา หรือ ต่าง ๆ นา ๆ คำไหนหนาที่เขียนถูก

ต่าง ๆ นานา  หรือ  ต่าง ๆ นา ๆ  คำไหนหนาที่เขียนถูก

        หลายคนเมื่อเห็นคำว่า  “ต่าง ๆ นานา”  หรือ  “ต่าง ๆ นา ๆ” แล้ว  จะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! คำไหนกันนะที่เขียนถูกกันแน่”

        วันนี้บล็อกการศึกษาเรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์ขอนำทุกท่านมารู้จักกับคำว่า “นานา”  ครับ   ซึ่งการนำเสนอเรื่องนี้นั้นเกิดจากการมีแรงบันดาลใจเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นใหม่  ด้วยมีนักเรียนคนหนึ่งไม่เข้าใจในการเรียนที่โรงเรียนจึงได้ถามเรื่อง “คำซ้ำ” และคำว่า  “นานา”  ในบล็อกแห่งนี้ครับ

          “นานา” ไม่ได้มีความหมายว่า “ทุ่งนา”  คำว่า นานา นี้จัดเป็นคำวิเศษณ์ซึ่งให้ความหมายว่า “ต่าง ๆ”   คำว่า  “ นานา”   ไทยเรารับอิทธิพลมาจากภาษาบาลี (ปาลิ : อักษรย่อของภาษานี้ ก็คือ ป. นั่นเองครับ)   ส่วนเวลานำมาใช้เรามักใช้กับคำว่า “ต่าง ๆ”  (คำซ้ำ) จึงได้คำว่า  “ต่าง ๆ นานา” (ซึ่งคำว่า ต่าง ๆ นานา นี้จัดเป็นคำซ้อนแล้วล่ะครับ)

        อย่างหนึ่งที่มักหลงลืมกันจะเขียนเป็น “ต่าง ๆ นา ๆ” ซึ่งถือว่าเขียนผิดครับ  ดังนั้น  คำว่า “นานา”  ไม่ใช่คำซ้ำครับ  แต่จัดเป็น “คำมูล” (คำมูล คือ คำที่มีความหมายในตัวเองจะแยกออกจากกันมิได้เพราะจะทำให้คำนั้น ๆ ไม่มีความหมาย   ซึ่งคำมูลนี้จะมีจำนวนพยางค์มากกว่า ๑ พยางค์ก็ได้ครับ)

        เอาเข้าแล้วล่ะสิครับ  “คำซ้ำ” คืออะไร?  เรามาเริ่มเรียนรู้ “คำซ้ำ” ให้รู้จริง รู้ลึกพร้อมกันเถอะ

 

คำซ้ำ คืออะไร?

คำซ้ำ  คือ วิธีการสร้างคำอย่างหนึ่งของไทยด้วยวิธีการซ้ำคำมูลเดิม  ทำให้ความหมายของคำซ้ำที่ได้อาจเหมือนคำมูลเดิม  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักหรือความชัดเจนมากขึ้น  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักเบาลง  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักกว้างออกไปอีก   หรือความหมายของคำที่ได้อาจแสดงความเป็นพหูพจน์  หรือความหมายของคำที่ได้อาจมีความหมายย้ายที่/เปลี่ยนไป/ความหมายใหม่   โดยเราจะเห็นว่ารูปของคำซ้ำนี้จะมีเครื่องหมายยมก (ๆ)  เข้ามาเกี่ยวข้อง  เช่นคำว่า  เบา ๆ,  ดี ๆ,  ช้า ๆ,  ไว ๆ,  ดัง ๆ  เป็นต้น ครับ

 

ความหมายในคำซ้ำ

ความหมายเหมือนคำมูลเดิม  เช่น

– หญิงคนนั้นชอบคนรวย ๆ  (ให้ความหมายว่า ร่ำรวย)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักหรือเพิ่มความชัดเจนมากขึ้น  เช่น

– ทำการบ้านต้องทำให้ดี ๆ  (ให้ความหมายว่า ทำให้ดีหรือดียิ่งขึ้น)

– จงร่วมใจกันร้องเพลงให้เสียงดัง ๆ  (ให้ความหมายว่า ทำให้เสียงดังยิ่งขึ้น)

– ลูกเสือรีบ ๆ เข้าแถวด่วน  (ให้ความหมายว่า ให้รีบเร่งขึ้น)

– ดึก ๆ ดื่น ๆ ตื่นขึ้นมาทำอะไร  (ให้ความหมายว่า ดึกมากแล้ว)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักเบาลง  เช่น

– ฉันมองเห็นเขาใส่เสื้อสีดำ ๆ   (ให้ความหมายว่า ใส่เสื้อสีที่อาจเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำล้วน  หรือมีสีอื่นปนอยู่ด้วย)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักกว้างออกไปอีก  เช่น

– พี่ชายคนนั้นนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ก็ปวดท้องขึ้นมา  (ให้ความหมายว่า อาจมีอาการทั้งนั่ง นอน เดิน ก้มหน้าก้มตาและอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย)

 

ความหมายที่แสดงความเป็นพหูพจน์   เช่น

– เด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ที่สนามกีฬาของโรงเรียน  (ให้ความหมายว่า มีเด็กจำนวนมากกว่าหนึ่ง)

 

ความหมายของคำที่ได้อาจมีความหมายย้ายที่/เปลี่ยนไป/ความหมายใหม่  เช่น

–  เรื่องผี ๆ พวกนี้เอามาเล่าทำไม  (ให้ความหมายว่า  เรื่องที่ไม่ดี)

–  งานนี้เรื่องหมู ๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ  (ให้ความหมายว่า  ง่าย, ง่ายมาก)

–  จงเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องกล้วย ๆ  (ให้ความหมายว่า  ง่าย, ง่ายมาก)

–  อยู่ ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็ร้องลั่นขึ้นมา  (ให้ความหมายว่า  แสดงอาการโดยไม่ทราบสาเหตุ)

–  อย่าทำงานแบบลวก ๆ ไปส่งครูนะ  (ให้ความหมายว่า  การทำงานแบบมักง่ายหรือหยาบ)

–  บ้านนอกของเราก็กินอยู่พื้น ๆ อย่างนี้ล่ะ  (ให้ความหมายว่า  ธรรมดา,  ไม่พิถีพิถัน)

–  ไป ๆ มา ๆ  ทั้งสองก็ได้แต่งงานกันทั้งที่ก่อนเคยเกลียดกันมาก  (ให้ความหมายว่า  ในที่สุด)

–  เขารู้พองู  ๆ ปลา ๆ  (ให้ความหมายว่า  ไม่กระจ่าง,  ไม่รู้เรื่องมาก)

ลักษณะของคำซ้ำ

เขียนเหมือนกัน
อ่านเหมือนกัน
ความหมายเหมือนกัน
เป็นคำชนิดเดียวกัน
ทำหน้าที่เดียวกัน
อยู่ในประโยคเดียวกัน

 

เรียนรู้คำซ้ำแล้ว  เราก็รู้พึงตระหนักว่าคำซ้ำเป็นวิธีการสร้างคำอย่างหนึ่งของไทย  เพื่อให้ได้คำที่เพียงพอตามเจตนารมณ์สำหรับใช้ในการสื่อสารภาษาไทยนั่นเอง ครับ

 

ปิยะฤกษ์  บุญโกศล

๑๐ กันยายน ๒๕๕๗

การใช้ “ทีฆายุโก หรือ ฑีฆายุโก และ ทีฆายุกา หรือ ฑีฆายุกา” ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

          วันนี้ขอนำความรู้เรื่องการใช้  “ทีฆายุโก หรือ ฑีฆายุโก, ทีฆายุกา หรือ ฑีฆายุกา”  ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง   ซึ่งบทความนี้ได้คัดมาจากบทความของศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ  จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๙,  สิงหาคม ๒๕๓๗  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างมากครับ  ขอเชิญติดตามครับ

 

ทีฆายุโก – ฑีฆายุโก, ทีฆายุกา – ฑีฆายุกา

 

โดย ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ

 

          เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ว่าจะเป็น ๕ ธันวาคม หรือ ๑๒ สิงหาคม ก็ตาม มักจะพบป้ายหรือข้อความถวายชัยมงคลว่า ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา หรือ ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี ตามสถานที่ราชการ หรือในหนังสือพิมพ์ ตลอดจนวารสารรายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือนอยู่ทั่วไป เขียนกันถูกบ้าง ผิดบ้าง นั่นคือคำว่า ทีฆายุโก หรือ ทีฆายุกา ซึ่งจะต้องใช้ ท นั้น บางทีก็ใช้ ฑ อยู่บ่อย ๆ

          คำว่า ทีฆายุโก เป็นภาษาบาลี ใช้ ท แปลว่า มีอายุยืน เมื่อรวมข้อความที่ว่า ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ตามตัวอักษรก็แปลว่า ขอพระมหาราชาจงทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน แปลอย่างรวบรัดว่า ขอจงทรงพระเจริญ ที่ใช้ว่า ทีฆายุโก สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ทีฆายุกา สำหรับพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น เป็นการเปลี่ยนรูปตามไวยากรณ์ เพราะคำว่า มหาราชา เป็น ปุงลิงค์ คือ เพศชาย จึงต้องใช้ ทีฆายุโก ส่วน มหาราชินี เป็น อิตถีลิงค์ คือ เพศหญิง จึงใช้ ทีฆายุกา

          เหตุที่บางคนเขียนเป็น ฑ นั้น คงเป็นเพราะตัว ฑ อยู่ใกล้กับ ฆ ซึ่งมีหัวหยัก เลยทำให้ ท มีหัวหยัก เลยกลายเป็น ฑ ตามไปด้วย

          คำในภาษาไทยที่มาจากภาษาบาลีที่เดิมเป็น ท แล้วมีผู้เขียนเป็น ฑ ในสมัยก่อน ๆ นั้น มีอยู่หลายคำ เช่น คำว่า ทูต  ซึ่งเป็นภาษาบาลี ใช้ ท ก็มีพบอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในหนังสือเก่าเขียนเป็น ฑูต  โดยใช้ ฑ หรือคำว่า มนเทียรบาล หนังสือเก่า ๆ เช่นในเรื่อง กฎมณเฑียรบาล  ก็ดี หรือ หมู่พระราชมณเฑียร  ก็ดี ที่คำว่า มณเฑียร  ก็ใช้ ฑ แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้เขียนเป็น มนเทียร  ใช้ ท เพราะคำนี้มาจากคำบาลีว่า มนฺทิร   ซึ่งแปลว่า เรือน  เมื่อแผลง อิ เป็น เอีย คำว่า มนฺทิร  จึงกลายเป็น มนเทียร  ทำนองเดียวกับแผลงคำว่า วชิร  เป็น วิเชียร หรือ พาหิร  เป็น พาเหียร   และ ปกีรณกะ  เป็น ปเกียรณกะ   ฉะนั้น

          จึงขอให้เขียนคำว่า ทีฆายุโก ให้ถูกต้อง ในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงไม่ควรที่จะใช้ข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวกับพระองค์ให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

          นอกจากนั้น ตามหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ ก็มีทั้งคำว่า ทีฆายุโก และ ฑีฆายุโก ปะปนกันอยู่ในฉบับเดียวกัน จึงควรจะระมัดระวังให้มาก ความจริงก็มิได้ทำให้ความหมายเสียไป แต่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่านั้นเอง เพราะคำว่า ฑีฆ  ในภาษาบาลีหรือสันสกฤตที่แปลว่า ยาว  นั้นไม่มี มีแต่ ทีฆ  เท่านั้น ความจริงเรื่องนี้ก็ได้มีผู้สอบถามมาอยู่เสมอ แต่การเขียนก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ยังมีที่ผิด ๆ ให้เห็นอยู่ แม้จะน้อยลงบ้างก็ตาม ยิ่งคำว่า ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี ด้วยแล้ว บางทีก็เขียนเป็น ทีฆายุโก โหตุ มหาราชินี และบางทีที่คำว่า “ทีฆายุโก” ใช้ ฑ แต่ในปัจจุบันการเขียนถูกต้องเกือบ ๑๐๐% แล้ว เพียงแต่คำว่า ทีฆายุโก และ ทีฆายุกา บางทียังใช้ ฑ แทน ท อยู่บ้างเท่านั้น จึงขอให้ช่วยกันระมัดระวังและเขียนให้ถูกต้องด้วย.

ผู้เขียน :  ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์  ทองประเสริฐ  ราชบัณฑิตประเภทปรัชญา สาขาวิชาตรรกศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

ที่มา :  จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๙, สิงหาคม ๒๕๓๗

วันภาษาไทยแห่งชาติ : มารู้ที่มาของวันนี้

วันภาษาไทยแห่งชาติ : มารู้ที่มาของวันนี้

            วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม สำหรับคนไทยหลายคนรู้จักกันดีว่าวันนี้เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ”  ครับ  เอ…แล้ววันภาษาไทยแห่งชาติมีความเป็นมาอย่างไร   เอาล่ะ…เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์  จึงขอเสนอความรู้เกี่ยวกับวันภาษาไทยแห่งชาติให้ผู้ที่ผ่านมาศึกษาได้ทำความเข้าใจหรือรู้จักวันนี้ให้ดียิ่งขึ้นครับ

วันภาษาไทยแห่งชาติ

(ตรงกับวันที่  ๒๙  กรกฎาคม  ของทุกปี)

ความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ

          สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีในปี  ๒๕๔๒  ได้ประกาศให้วันที่  ๒๙  กรกฎาคม  ของทุกปี  เป็น  “วันภาษาไทยแห่งชาติ”  โดยถือกำหนดจากวันที่  ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานและทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย ” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในวาระอันเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนั้น  พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริและพระราชวินิจฉัยที่มีคุณค่ายิ่งเกี่ยวกับภาษาไทยและการรักษาภาษาไทยให้บริสุทธิ์  ซึ่งได้แสดงให้ประจักษ์ถึงพระปรีชาพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยที่มีต่อการใช้ภาษาไทย จนเป็นที่ประทับใจผู้ร่วมประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง  ความว่า

                 “เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้…สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็น ในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก”

วัตถุประสงค์

             คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นชอบให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

              ๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย

              ๒. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

              ๓. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณ ค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติ ไทยตลอดไป

              ๔. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

              ๕. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่าง ๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

            เป็นอย่างไรบ้างครับ จากความรู้ที่นำมาฝากกันเกี่ยวกับความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ  ภาษาไทยถือว่าเป็นภาษาของชาติไทย  เป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นไทย   ส่วนบล็อกแห่งนี้ก็หวังที่จะให้นักเรียนหรือผู้ที่ผ่านมาศึกษาได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า “ทำอย่างไรภาษาไทยของเราจึงจะไม่วิบัติ”  ครับ 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 122 other followers