คำลงท้ายในบทอาศิรวาท

วันนี้บล็อกเรียนภาษาไทยในคอมกับครูปิยะฤกษ์ขอนำบทความเรื่อง  “คำลงท้ายในบทอาศิรวาท”  มาให้นักเรียนได้ศึกษากันนะครับ  ซึ่งครูคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนมาก ๆ  ในด้านหลักการใช้คำราชาศัพท์เลยทีเดียวครับ

โดย  สุดสงวน

(จากนิตยสารสกุลไทย  ฉบับที่ ๒๖๗๗  ปีที่  ๕๒ ประจำวันอังคาร ที่  ๗ กุมภาพันธ์  ๒๕๔๙

“…การใช้ราชาศัพท์ ถ้าเอาไปใช้ในการแต่งบทประพันธ์ หรือวรรณคดีนั้นเราใช้ได้ เป็นศิลปะ แต่เมื่อใช้ราชาศัพท์ต่อองค์พระมหากษัตริย์นี้ เราต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี จะต้องเรียนจริง ๆ จัง ๆ จะต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องมีความชำนิชำนาญในการที่จะใช้ นี่เป็นการเตือนเพื่อนครูภาษาไทยว่า เมื่อได้ฟังใครเขาใช้ราชาศัพท์ ไม่ใช่ว่าจะถูกทุกทีไป คือว่าควรจะถามหลาย ๆ คนว่าที่ใช้อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่…”

หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ อภิปรายในการประชุมวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕

คัดคำปรารภของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ เชื้อพระวงศ์จากราชสกุล “กุญชร” หนึ่งในราชตระกูลแห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งกล่าวออกตัวต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนอภิปรายในการประชุมครั้งสำคัญอันเป็นต้นกำเนิด “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ด้วยก่อนหน้านั้น ท่านขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิปรายในที่ประชุมด้วยภาษาสามัญ ไม่ขอให้ราชาศัพท์ โดยอ้างว่าท่านเป็นแต่ข้าราชการฝ่ายหน้า ไม่เคยเป็นข้าราชการฝ่ายใน “คงจะมีการพลาดพลั้ง” ทำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งคั่นว่า

“ให้อนุญาตน่ะให้ละ แต่ขอตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ราชาศัพท์นั้นเป็นภาษาวรรณคดี ทุกคนควรจะทราบ โดยเฉพาะในคณะอักษรศาสตร์นี้”

          เมื่อ ม.ล.บุญเหลือกราบบังคมทูลต่อไปว่า “ถ้ามีพระราชประสงค์เช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะพยายาม แต่ว่า…”  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสคั่นทันทีอีกว่า

“ไม่ใช่ต้องการให้ทำอย่างนั้น แต่ก็ขออย่าได้ออกตัวว่าไม่ทราบ เพราะขายหน้านักเรียน แต่ว่าในการที่จะพูดกับที่ประชุม อนุญาตทุกเมื่อ เพราะว่าอย่างอาจารย์สุมนชาติ และเสด็จในกรม และผู้ที่พูดต่อที่ประชุม ไม่ต้องขอเดชะ  อนุญาตให้ทั้งนั้น”

“สุดสงวน” ก็เป็นเด็กจากท้องนา ไกลปืนเที่ยงมาก ๆ แต่เมื่อโชคดีได้เข้าเล่าเรียนในคณะที่ใช้ภาษา และได้เข้าเฝ้าเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์บ่อยเข้า ก็ได้รับรู้ว่า พระบรมวงศานุวงศ์นั้น ท่านไม่ถือโทษหรอกว่า ใครจะใช้ราชาศัพท์กับท่านผิดถูกอย่างไร แต่ท่านคำนึงถึงความถูกต้องในการใช้ภาษา โดยเฉพาะที่เป็นทางราชการต่างหาก ดังพระราชดำรัสเหนือเกล้าฯ  ที่อัญเชิญมาข้างต้นนี้

ราชาศัพท์ที่จะขอนำมากล่าว (ซ้ำซากอีก) ในฉบับนี้ ด้วยเหตุว่า ท่านผู้อาวุโสท่านหนึ่งบ่นรำคาญว่า การใช้คำลงท้ายในบทอาเศียรวาท หรือบทถวายพระพร  (ผู้รู้บอกว่า “ถวายพระพร” เป็นคำที่พระสงฆ์ใช้กับเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ ฉะนั้น สำหรับสามัญชนโดยทั่วไปท่านจึงแนะนำให้ใช้ว่า “ถวายชัยมงคล” แต่คนทั่วไปก็ชอบที่จะพูดว่า “ถวายพระพร”) ในวาระสำคัญ ๆ ของพระบรมวงศ์นั้น ทำไมใช้ไม่ใคร่เหมือนกัน บ้างก็ว่าควรใช้สูงไว้แหละดี ซึ่งผู้รู้บอกว่า ไม่ดีหรอก ควรพอดี ๆ น่าจะสมควรยิ่งกว่าอื่น แต่ใครจะเป็นผู้กำหนดว่า เพียงไหนพอดี ๆ เพราะในหนังสือราชาศัพท์ที่มีสำนักพิมพ์ หรือองค์กรต่าง ๆ พิมพ์ออกมาจำหน่าย-จ่าย-แจก ต่างก็ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ผู้เขียนตอบว่า สำนักงานเอกลักษณ์ของชาติ ราชบัณฑิตยสถาน (และ/หรือ) สำนักพระราชวัง ฯลฯ เป็นอย่างน้อย น่าจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นี้ (กระมัง??)

เมื่อยังไม่มีที่พึ่งอื่น ผู้เขียนก็พึ่งหนังสือชื่อ “ข้อพึงปฏิบัติในการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท” ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สมัยที่ ดร.วิษณุ เครืองาม ดำรงตำแหน่ง) จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงมีพระชนมายุ ๖ รอบ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ นับได้ ๖ ปีมาแล้ว ไม่ทราบว่ามีการเพิ่มเติมแก้ไข และพิมพ์ออกมาเผยแพร่อีกหรือยัง เพราะผู้เขียนเห็นว่า เป็นหนังสือที่น่าเชื่อถืออ้างอิงได้มาก น่าที่จะมีการพิมพ์และเผยแพร่ให้กว้างขวางมาก ๆ โดยเฉพาะเผยแพร่แก่องค์กร และบุคลากรผู้ทำสื่อทั้งหลาย ควรจะมีไว้ใกล้ตัวมากที่สุด ไม่ใช่ว่าเวลามีการถ่ายทอดพระราชพิธี หรือรัฐพิธีต่าง ๆ ทั้งทางราชการหรือทางองค์กรเอกชนจัดการก็ต้องวิ่งหา อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ หรือ คุณจักรภพ เพ็ญแข ฯลฯ อยู่เรื่อย พอท่านเหล่านั้นไม่ว่างก็แย่ ปล่อยให้คนที่เข้าเวรวันถ่ายทอด มั่วไปตามบุญตามกรรมสำหรับคำลงท้ายที่เห็นบกพร่องมากเสมอ ทั้งทางวิทยุ-โทรศัพท์และที่เห็นมาก (เพราะดูได้หลายวัน) คือหนังสือพิมพ์ ผู้เขียนขออาศัยหนังสือเล่มดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางหลัก

แต่ไหน ๆ  จะกล่าวถึงคำลงท้ายแล้ว ควรจะกล่าวถึงคำขึ้นต้น และคำสรรพนามที่ใช้ไปพร้อม ๆ กันน่าจะดี แต่ก็คงจะสับสนสำหรับการใช้ในบทอาเศียรวาท (หรืออาศิรวาท) คำกราบบังคมทูล รวมทั้งคำกราบบังคมทูลเป็นหนังสือ (หรือที่เรียกภาษาสามัญว่าจดหมาย) ดังนี้

๑.  สำหรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คำขึ้นต้นคำกราบบังคมทูล หรือหนังสือกราบบังคมทูลใช้ว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม”   คำสรรพนามบุรุษที่สองสำหรับพระองค์ใช้ว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” สรรพนามสำหรับผู้กราบบังคมทูลใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” ซึ่งทุกคนทราบดี ไม่ค่อยจะมีผิดพลาดให้เห็น

ยกเว้นคำโปรยหัวข้อที่ว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” ซึ่งใช้สำหรับ (เพศชาย) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น บางคนเขียน “ฑีฆา” (ใช้ ฑ-นางมณโฑ) ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด ทำให้เขียนผิด ที่ถูกต้องเป็น ท-ทหาร (ทีฆ ทีฆา = ยาว)

อีกประการหนึ่ง บางคนใช้ข้อความเดียวกันนี้ (“ทีฆายุโก โหตุ”) สำหรับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีบอกว่า เมื่อเป็นเพศหญิง คำที่ใช้ต้องเปลี่ยนเป็น “ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี” จึงจะถูกต้อง ซึ่งถึงวันนี้ ผู้เขียนยังพบว่ามีคนใช้ผิดอยู่ก็มี

อนึ่ง ในหนังสือฯ  ยังแนะนำว่า ในการเขียนหนังสือกราบบังคมทูล คำลงท้ายให้ใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ” แล้วลงนามผู้เขียน (หรือจะลงนามผู้เขียนก่อน แล้วจึงลงว่า “ขอเดชะ” ตามหลังก็ได้)

๒.  สำหรับการเขียนบทอาเศียรวาทหรือบทสรรเสริญ หรือบทสดุดีพระเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฯลฯ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงจิรายุ นพวงศ์ องคมนตรีที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านเคยแนะนำว่าควรใช้ “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม” เฉย ๆ โดยไม่ต้องมี “ขอเดชะ” ด้วย เพราะผู้เขียนไม่ได้กราบบังคมทูลเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ท่าน

๓.  สำหรับพระยุพราช คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คำกราบบังคมทูลให้ขึ้นต้นว่า “ขอเดชะฝ่าละอองพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม” คำสรรพนามแทนพระองค์ใช้ว่า “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” คำสรรพนามแทนตนใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

แต่ถ้าเป็นในการเขียนหนังสือกราบบังคมทูลให้ใช้ขึ้นต้นว่า “ขอพระราชทานกราบบังคมทูล (พระนามาภิไธย) ทราบฝ่าละอองพระบาท”

อนึ่ง ในหนังสือฯ (ที่อ้างถึง) ยังให้คำแนะนำว่า ถ้าเป็นคำลงท้ายในหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระยุพราชทั้งสองพระองค์ ให้ลงท้ายหนังสือว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม” แล้วลงนาม

ที่น่าสังเกตในยามนี้คือ มีคนคำเอาคำลงท้ายนี้มาใช้กับพระบรมวงศ์ชั้นรอง ๆ ลงมาในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ (และใช้คำสรรพนามแทนตนว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)

๔.  สำหรับพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ สิริโสภาพัณณวดี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) คำขึ้นต้นในหนังสือกราบบังคมทูลให้ใช้ว่า “ขอพระราชทานกราบทูล (พระนาม) ทราบฝ่าพระบาท” คำสรรพนามสำหรับพระองค์ท่านให้ใช้ว่า “ใต้ฝ่าพระบาท” คำสรรพนามผู้เขียนใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายให้ใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

๕.  สำหรับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวดี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์)  คำขึ้นต้นหนังสือใช้ว่า “ขอประทานกราบทูล (พระนาม) ทราบฝ่าพระบาท” คำสรรพนามสำหรับพระองค์ใช้ว่า “ฝ่าพระบาท” สรรพนามของผู้กราบทูลใช้ว่า “เกล้ากระหม่อม (ชาย)” หรือ “เกล้ากระหม่อมฉัน (หญิง)” คำลงท้ายใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

ยังมีที่ควรกล่าวถึงอีกหลายลำดับ ขอเขียนถึงในตอนต่อไป

อนึ่ง มีคนสงสัยว่า “ฝ่าละอองธุลีพระบาท” กับ “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” ใช้ต่างกันอย่างไร

ในชีวิต ผู้เขียนเคยได้ยินอดีตประธานรัฐสภาสองท่านเคยอ่านคำกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระสำคัญมาก ๆ ว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” ซึ่งผู้รู้หลายท่านเห็นด้วยกับผู้เขียนว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะเมื่อเรากราบบังคมทูลนั้น เราขอ “อำนาจหรือพระบารมี (เดชะ) จากฝ่าละอองธุลีพระบาท” (คือฝ่าเท้า) ของพระองค์ท่าน ให้ปกเกล้าปกกระหม่อมของเรา คือ เสมือนเราพูดกับ “ฝ่าเท้า” ของท่าน

แต่คำว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” นั้น เป็นคำสรรพนามบุรุษที่สอง แทนองค์พระมหากษัตริย์หรือพระบรมราชินีนาถ ในเวลาที่ผู้ที่ต่ำกว่าใช้กราบบังคมทูล (“พูดกับ”) พระองค์ท่าน และมีความหมายเช่นเดียวกับ “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” ซึ่งเป็นคำสรรพนามบุรุษที่สองแทนพระองค์ (สมเด็จพระยุพราช คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ในเวลาที่เรากราบบังคมทูลต่อพระองค์ท่าน

หรือ “ใต้ฝ่าพระบาท” สำหรับพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า หรือ “ฝ่าพระบาท” สำหรับพระองค์เจ้าและหม่อมเจ้า (ซึ่งเวลาพูดจริง ๆ เหลือแต่คำว่า “ฝ่าบาท”)

หรือคำว่า “ใต้เท้า” สำหรับขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยก่อน ซึ่งเราหมายถึงตัวตนของท่าน (ตัวบุคคล) ไม่ใช่หมายถึง “เท้าจริง ๆ” ของท่าน

7 Responses

  1. นางสาวรัตนาภรณ์ พรมหาญ ชั้นม.๖ มารายงานตัวอีกครั้ง
    จากการอ่านข้างต้นได้รับความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับคำอาศิรวาทค่ะ
    ขอบคุณคะ

  2. จากการอ่านคำลงท้ายในบทอาศิรวาท
    ข้างต้นได้รับความรู้มากมายอย่างที่ได้เข้าใจก็ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

  3. เข้าใจแล้วเรื่องนี้

  4. แวะมาหาความรู้..ขอบคุณครู…และเป็นกำลังใจพัฒนางานดีสู่สังคมต่อไปนะครับคุณครู

  5. I’m really enjoying the design and layout of your blog. It’s a very easy on the eyes which makes it much more enjoyable for me to come here and visit more often. Did you develop to create your
    theme? Outstanding work!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: