การใช้ “ทีฆายุโก หรือ ฑีฆายุโก และ ทีฆายุกา หรือ ฑีฆายุกา” ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

          วันนี้ขอนำความรู้เรื่องการใช้  “ทีฆายุโก หรือ ฑีฆายุโก, ทีฆายุกา หรือ ฑีฆายุกา”  ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง   ซึ่งบทความนี้ได้คัดมาจากบทความของศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ  จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๙,  สิงหาคม ๒๕๓๗  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างมากครับ  ขอเชิญติดตามครับ

 

ทีฆายุโก – ฑีฆายุโก, ทีฆายุกา – ฑีฆายุกา

 

โดย ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ

 

          เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ว่าจะเป็น ๕ ธันวาคม หรือ ๑๒ สิงหาคม ก็ตาม มักจะพบป้ายหรือข้อความถวายชัยมงคลว่า ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา หรือ ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี ตามสถานที่ราชการ หรือในหนังสือพิมพ์ ตลอดจนวารสารรายสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือนอยู่ทั่วไป เขียนกันถูกบ้าง ผิดบ้าง นั่นคือคำว่า ทีฆายุโก หรือ ทีฆายุกา ซึ่งจะต้องใช้ ท นั้น บางทีก็ใช้ ฑ อยู่บ่อย ๆ

          คำว่า ทีฆายุโก เป็นภาษาบาลี ใช้ ท แปลว่า มีอายุยืน เมื่อรวมข้อความที่ว่า ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ตามตัวอักษรก็แปลว่า ขอพระมหาราชาจงทรงมีพระชนมายุยั่งยืนนาน แปลอย่างรวบรัดว่า ขอจงทรงพระเจริญ ที่ใช้ว่า ทีฆายุโก สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ทีฆายุกา สำหรับพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น เป็นการเปลี่ยนรูปตามไวยากรณ์ เพราะคำว่า มหาราชา เป็น ปุงลิงค์ คือ เพศชาย จึงต้องใช้ ทีฆายุโก ส่วน มหาราชินี เป็น อิตถีลิงค์ คือ เพศหญิง จึงใช้ ทีฆายุกา

          เหตุที่บางคนเขียนเป็น ฑ นั้น คงเป็นเพราะตัว ฑ อยู่ใกล้กับ ฆ ซึ่งมีหัวหยัก เลยทำให้ ท มีหัวหยัก เลยกลายเป็น ฑ ตามไปด้วย

          คำในภาษาไทยที่มาจากภาษาบาลีที่เดิมเป็น ท แล้วมีผู้เขียนเป็น ฑ ในสมัยก่อน ๆ นั้น มีอยู่หลายคำ เช่น คำว่า ทูต  ซึ่งเป็นภาษาบาลี ใช้ ท ก็มีพบอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในหนังสือเก่าเขียนเป็น ฑูต  โดยใช้ ฑ หรือคำว่า มนเทียรบาล หนังสือเก่า ๆ เช่นในเรื่อง กฎมณเฑียรบาล  ก็ดี หรือ หมู่พระราชมณเฑียร  ก็ดี ที่คำว่า มณเฑียร  ก็ใช้ ฑ แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้เขียนเป็น มนเทียร  ใช้ ท เพราะคำนี้มาจากคำบาลีว่า มนฺทิร   ซึ่งแปลว่า เรือน  เมื่อแผลง อิ เป็น เอีย คำว่า มนฺทิร  จึงกลายเป็น มนเทียร  ทำนองเดียวกับแผลงคำว่า วชิร  เป็น วิเชียร หรือ พาหิร  เป็น พาเหียร   และ ปกีรณกะ  เป็น ปเกียรณกะ   ฉะนั้น

          จึงขอให้เขียนคำว่า ทีฆายุโก ให้ถูกต้อง ในฐานะที่เราเป็นประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงไม่ควรที่จะใช้ข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวกับพระองค์ให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

          นอกจากนั้น ตามหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ ก็มีทั้งคำว่า ทีฆายุโก และ ฑีฆายุโก ปะปนกันอยู่ในฉบับเดียวกัน จึงควรจะระมัดระวังให้มาก ความจริงก็มิได้ทำให้ความหมายเสียไป แต่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่านั้นเอง เพราะคำว่า ฑีฆ  ในภาษาบาลีหรือสันสกฤตที่แปลว่า ยาว  นั้นไม่มี มีแต่ ทีฆ  เท่านั้น ความจริงเรื่องนี้ก็ได้มีผู้สอบถามมาอยู่เสมอ แต่การเขียนก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ยังมีที่ผิด ๆ ให้เห็นอยู่ แม้จะน้อยลงบ้างก็ตาม ยิ่งคำว่า ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี ด้วยแล้ว บางทีก็เขียนเป็น ทีฆายุโก โหตุ มหาราชินี และบางทีที่คำว่า “ทีฆายุโก” ใช้ ฑ แต่ในปัจจุบันการเขียนถูกต้องเกือบ ๑๐๐% แล้ว เพียงแต่คำว่า ทีฆายุโก และ ทีฆายุกา บางทียังใช้ ฑ แทน ท อยู่บ้างเท่านั้น จึงขอให้ช่วยกันระมัดระวังและเขียนให้ถูกต้องด้วย.

ผู้เขียน :  ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์  ทองประเสริฐ  ราชบัณฑิตประเภทปรัชญา สาขาวิชาตรรกศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง

ที่มา :  จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๙, สิงหาคม ๒๕๓๗

ผ้าป่า คืออะไร รู้ไว้ไม่เสียหลาย

ผ้าป่า คืออะไร รู้ไว้ไม่เสียหลาย

                  หลายคนคงได้ยินคำว่า “ผ้าป่า” คำนี้มาตั้งแต่เมื่อเริ่มจำความได้ (ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางภาษาของแต่ละคนครับ) เพราะว่าผ้าป่ามีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยนั้นนับถือกันเป็นส่วนใหญ่ ครับ
ผ้าป่า ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดเป็นคำนาม หมายถึง “ผ้า (พร้อมทั้งเครื่องบริวาร ถ้ามี) ที่นําเอาไปวางทอดไว้เสมือนว่าเป็นผ้าที่ทิ้งอยู่ในป่า เพื่อให้พระชักเอาไป เป็นทํานองผ้าบังสุกุล มักทําเป็นปรกติต่อท้ายทอดกฐิน เรียกว่า ทอดผ้าป่า”
                  ผ้าป่า จัดเป็นการทำบุญซึ่งนิยมกันมากอย่างหนึ่ง มีชื่อเรียกตามลักษณะการรวมกันของเครื่องบริวาร หรือ ตามวัตถุประสงค์ของการทำบุญที่เกี่ยวกับงานที่จัดขึ้น เช่น ผ้าป่าข้าวสาร ผ้าป่าข้าวเปลือก ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าต้นไม้ ผ้าป่าการศึกษา ผ้าป่าเสื้อต้านภัยหนาว ผ้าป่าขยะรีไซเคิล ผ้าป่าไถ่ชีวิตโคกระบือ เป็นต้น
                  ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนบ้างก็เคยบอกกับผู้เขียนว่า ผ้าป่านั่นเป็นผ้าที่ผู้ถวายนำไปวางพาด (ทอด) ไว้บนกิ่งไม้เพื่อให้พระชักเอาไปเองโดยไม่กล่าวคำถวายหรือประเคนเหมือนถวายของทั่วไป กรณีที่พระหยิบผ้าไปแล้วนี้ เรียกว่า “ชักผ้าป่า” ผ้าที่นำไปพาดไว้ที่กิ่งไม้บางทีก็ตกแต่งผ้าเป็นรูปลิงหรือชะนีห้อยโหนที่กิ่งไม้บ้าง เป็นผ้าสบงผืนบ้าง หรือเป็นผ้าไตรจีวรบ้าง แล้วแต่ผู้ทอดผ้าป่าจะสรรหามาทอดได้ไว้ ณ กิ่งไม้ที่สมมติขี้นหรือต้นเงินผ้าป่าที่จัดไว้แล้ว
                   ดังนั้น คำว่า ผ้าป่า จึงมีความหมายที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมที่ให้นิยามไว้ จากเดิมว่า “ผ้าที่ทอด หรือวางทิ้งไว้ที่กิ่งไม้ในป่า” ขยายเป็น “เงินหรือสิ่งของที่บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์” ปัจจุบัน พบว่าพิธีการทอดผ้าป่านั้นไม่จำเป็นต้องนำผ้าไปวางทิ้งหรือทอดไว้ในป่า อีกแล้ว เพราะปรับให้เข้ากับสังคมสมัยโดยถือความสะดวกของสาธุชนผู้มาร่วมประกอบพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งถือว่าได้อุปโลกน์เป็นผ้าป่าไปแล้ว
                   ประเทศไทยของเรานั้น เมื่อชุมชนหรือองค์กรที่จะจัดงานผ้าป่าได้ปรึกษาหารือหรือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยเกี่ยวกับการจัดงานให้การทอดผ้าป่า ก็จะมีกำหนดการที่แน่นอน จากนั้นฝ่ายเจ้าภาพผ้าป่าหลัก แยกกันออกเป็นสายบ้างก็จะมีการบอกบุญด้วยวาจาบ้าง ฎีกาพร้อมซองผ้าป่าบ้างสู่พุทธบริษัทสาธุชนผู้ใจบุญอันที่จะร่วมสละทาน จตุปัจจัย สิ่งของตามความศรัทธาและอัตภาพที่จะร่วมสละได้ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ นำไปสู่ทำให้ได้เงินทอง เครื่องบริวารต่าง ๆ จำนวนมาก เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาทำพิธี “ทอดผ้าป่า” โดยผ่านการพิจารณาผ้าบังสุกุลหรือผ้าป่าจากตัวแทนคณะสงฆ์ แล้วก็นำเงินทอง สิ่งของ หรือปัจจัยเหล่านั้นมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการมอบให้วัดดำเนินการต่อไป หรือมอบให้แก่โรงเรียนเพื่อนำไปดำเนินการพัฒนาการศึกษาหรือสถานศึกษาต่อไป หรือมอบให้ผู้อื่น เช่น ผู้นำชุมชนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการทำบุญผ้าป่า เป็นต้น ครับ

คำศัพท์-ความหมายของคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ผ้าป่า”

ทอดผ้าป่า หมายถึง เอาผ้าถวายพระโดยวางไว้เพื่อให้พระชักเอาเอง คำนี้เป็นคำกริยา
ผ้าป่าสามัคคี หมายถึง ผ้าป่าที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจพร้อมเพรียงกันทำครั้งนั้น ๆ ขึ้นมา
เครื่องบริวารผ้าป่า หมายถึง ข้าวของที่จัดถวายในการทอดผ้าป่า เช่น ข้าวสาร สมุด ดินสอ หนังสือ ต้นไม้ ดอกไม้ เป็นต้น คำนี้เป็นคำนาม
ผ้าบังสุกุล หมายถึง เรียกกิริยาที่พระภิกษุชักผ้า (ที่เกี่ยวกับผ้าป่า) คำนี้เป็นคำนาม
ชักผ้าป่า หมายถึง อาการที่พระภิกษุพิจารณาและชักผ้าบังสุกุล
ฎีกาผ้าป่า หมายถึง ใบบอกบุญเรี่ยไรการจัดงานผ้าป่าครั้งนั้น ๆ

 

ตัวอย่างฎีกาผ้าป่า

This slideshow requires JavaScript.

 

คำถวายผ้าป่า

อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ
ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต
ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ
ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
ข้า แต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ ฯ

ในปี ๒๕๕๖ โรงเรียนเขื่องในพิทยาคารได้ระดมทรัพยากรในการจัดหาผ้าป่าเพื่อการศึกษา

                  เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จากการเตรียมงานนับปีเพื่อการจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาและการเปิดอาคารเรียน “พรหมวชิรญาณ” สมทบทุนสร้างลานปฏิบัติธรรมและห้องเกียรติยศพรหมวชิรญาณ ในการนี้ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๐ และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร มาประกอบมงคลพิธี (ประธานฝ่ายสงฆ์) และได้รับเกียรติจากนายประวิทย์ หลักบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๙ (ประธานฝ่ายฆราวาส) ว่าที่ ร.ต. กมล สาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารกล่าวรายงานการจัดงาน“เปิดอาคารเรียน “พรหมวชิรญาณ” และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างลานปฏิบัติธรรมและห้องเกียรติยศ “พรหมวชิรญาณ” นอกจากนี้ท่าน ส.ส. วุฒิพงษ์ นามบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติร่วมงานและมอบครุภัณฑ์เครื่องดนตรีวงโยธวาทิตแก่โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ในการจัดงานครั้งนี้ ในนามโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารบล็อกการศึกษาออนไลน์ (เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์) แห่งนี้ขอกราบนมัสการขอบพระคุณพระคุณเจ้าพระเถรานุเถระทุกรูป ขอขอบคุณข้าราชการที่มาร่วมงานทุกสังกัดทุกหน่วยงาน พ่อค้า ประชาชนทั้งตำบลใกล้เคียงและต่างจังหวัด ศิษย์เก่าโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารทุกรุ่น เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร และผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมกันทำบุญด้วยทรัพย์ปัจจัยตามกำลังศรัทธาและได้สละเวลาอันมีค่าของท่านมาร่วมงานในครั้งนี้ ครับ

บรรยากาศในการจัดงาน

 

โดย ปิยะฤกษ์ บุญโกศล

“อิจฉาริษยา” เป็นอย่างไร มาเรียนรู้คำที่ใช้ในภาษาไทยของเรากันเถอะ

“อิจฉาริษยา” เป็นอย่างไร มาเรียนรู้คำที่ใช้ในภาษาไทยของเรากันเถอะ

          คำว่า  “อิจฉาริษยา”  เราได้ยินจนคุ้นหู  วันนี้ผู้เขียนได้ดูละครโทรทัศน์ได้ยินคำนี้ที่ตัวละครพูดกัน  บล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์ก็เลยขอยกตัวอย่างคำนี้ เพื่อนำทุกท่านที่ท่องเว็บเก็บความรู้มาทำความรู้จักกับคำ ๆ นี้  ให้ดียิ่งขึ้นครับ

          อิจฉา  (อ่านว่า อิด-ฉา)  ตามความหมายในพจนานุกรม  หมายถึง  เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ  จึงอยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง  จัดเป็นคำกริยา  คำนี้มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต  (รากศัพท์เดิมเป็น อิจฺฉา)

          ริษยา  (อ่านว่า ริด-สะ-หฺยา)  ตามความหมายในพจนานุกรม  หมายถึง  อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี หรือ เห็นคนอื่นได้ดีกว่าเราแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ (ซึ่งนับไปสู่การขัดขวางหรือทำร้ายคนอื่น)  คำนี้จัดเป็นคำกริยา  มาจากภาษาบาลี (รากศัพท์เดิมเป็น อิสฺสา)  สันสกฤต  (รากศัพท์เดิมเป็น อีรฺษฺยา)

          เราจะพบว่า  คำสองคำข้างต้นมีความหมายที่ใกล้เคียงกัน  แต่คำว่า  “ริษยา”  จะมีความหมายที่หนักกว่า  “อิจฉา”  ดังนั้นถ้าจะแยกคำสองคำนี้ออกจากกันเราต้องเลือกสรรคำและใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะครับ

          เมื่อคำว่า  “อิจฉา”  และ  “ริษยา”  มาอยู่ด้วยกัน  กลายเป็น  “อิจฉาริษยา”  ซึ่งจะเป็นการให้ความหมายที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันทั้ง ๒ กริยา  ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างคำใหม่ในภาษาไทยด้วยวิธี “ซ้อนคำ”  คำที่ได้จัดว่าเป็น  “คำซ้อน”  เรามาเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “คำซ้อน”  กันเถอะครับ

 

คำซ้อน คือ?

          คำซ้อน คือ  คำใหม่ในภาษาไทยที่เกิดจากการสร้างคำ  โดยนำคำมูลตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปซึ่งมีความหมายเหมือนกัน  ใกล้เคียงกัน  เกี่ยวข้องกัน  หรือมีความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนคำเรียงต่อกัน    ทำให้เกิดคำที่มีความหมายแคบลง  คงที่   กว้างขึ้น  หรือเปลี่ยนไป (การอุปมา)

 

ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำซ้อน

          คำซ้อน  สร้างจากคำมูล (คำดั้งเดิม)  มาเรียงต่อกัน  คำที่นำมาซ้อนกันอาจเป็นนาม  กริยา  หรือวิเศษณ์ก็ได้  

          ในภาษาไทยของเรา ส่วนมากการซ้อนคำต้องนำคำมูลชนิดเดียวกันมาเรียงเข้าด้วยกัน   ตัวอย่างเช่น

                  นามกับนาม  เช่น   เสื่อสาด  ตับไต  จอบเสียม  ถ้วยโถโอชาม

                  กริยากับกริยา เช่น  พัดวี  เรียกร้อง  สั่งสอน  กวดขัน  เด็ดขาด  อบอุ่น  เก็บหอม

                  วิเศษณ์กับวิเศษณ์ เช่น  อ้วนท้วน  แข็งแกร่ง นุ่มนิ่ม  ฉับพลัน  ซีดเซียว

          และเราจะพบว่า  คำมูลนั้นจะนำมาจากภาษาใดก็ได้  อาจเป็นคำไทยกับคำไทย  คำไทยกับคำที่มาจากภาษาอื่น หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นทั้งหมด  ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ครับ

                คำไทยกับคำไทย   เช่น  ปูปลา  ผีสาง  อ้อนวอน  อ้วนพี  แขนขา  ชุกชุม  เจ้านาย   งดงาม

                คำไทยกับคำเขมร  เช่น   ก้าวเดิน  แบบฉบับ  ขนมนมเนย  โง่เขลา  งามลออ

                คำที่มาภาษาต่างประเทศกับคำภาษาต่างประเทศ  ได้แก่  คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตกับคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต  เช่น  สุขสันต์  ประหัตประหาร    เหตุการณ์   มิตรสหาย   อุดมสมบูรณ์

จากคำมูลก่อเป็นคำซ้อน

          ๑.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๒  คำ  เช่น  นิ่มนวล  ปากคอ  ขับขี่  แข่งขัน  ฟ้าฝน  หน้าตา  งอแง  เงียบเชียบ  ทดแทน  ประกวดประชัน  เมื่อยขบ  เมฆหมอก  ฝนฟ้า 

          ๒.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๓  คำ เช่น  ข้าวปลาอาหาร   ขนมนมเนย  ข้าทาสบริวาร  ห้างร้านบริษัท  ข้าวปลาอาหาร  ถนนหนทาง  ตลกขบขัน

          ๓.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๔  คำ เช่น  โง่เง่าเต่าตุ่น   กู้หนี้ยืมสิน  หนักเอาเบาสู้  ที่นอนหมอนมุ้ง  ยากดีมีจน  สิ้นไร้ไม้ตอก   ตอบบุญแทนคุณ 

          ๔.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๖  คำ เช่น  ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน  อดตาหลับขับตานอน   นอนกลางดินกินกลางทราย  คดในข้องอในกระดูก  

 

จุดประสงค์ของการซ้อนคำ  ก็คือเพื่อให้ได้คำใหม่  (คำซ้อน)

 

ลักษณะของคำซ้อนและวิธีการสร้างคำซ้อน 

    มี ๒ ลักษณะ ดังนี้

         .  ซ้อนเพื่อความหมาย   เป็นการนำคำที่มีความหมายสมบูรณ์มาซ้อนกันตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป  ทำให้เกิดคำที่ให้ความหมายที่คงที่ไล่เลี่ยกันทั้ง ๒ คำขึ้นไปหรือให้ความหมายที่กว้างออกไป

               ๑.๑  คำที่มีความหมายเหมือนกัน  เช่น  พัดวี  เพพัง  อุดหนุนจุนเจือ  เมื่อยขบ  ยากจน  ยาวนาน  ระกำลำบาก  สู้ทน  หลีกเลี่ยง

               ๑.๒  คำที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน  เช่น  จานชาม  เจ็บปวด  ปิ้งย่าง  เนื้อตัว  ห้างร้าน  บ้านเรือน  แข้งขา  ตับไตไส้พุง  เสื้อแสง (แสง หมายถึง กางเกง)  ข้าวปลา  ปากฟันลิ้น  กายใจ  ดื่มกิน  ตอบแทน  อิจฉาริษยา

               ๑.๓  คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน  เช่น  บ่าวสาว  พ่อแม่  พี่น้อง  ลูกหลาน  ผัวเมีย 

               ๑.๔  คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน  เช่น  ผิดชอบ  ชั่วดี  เท็จจริง  แพ้ชนะ  สูงต่ำ  ดำขาว  ได้เสีย  หนักเบา 

          ๒.  ซ้อนเพื่อเสียง  เป็นการนำคำที่มีเสียงคล้ายกันมาซ้อนกัน  เพื่อให้ออกเสียงให้ง่ายฟังแล้วรู้สึกรื่นหู   ในกรณีนี้คำที่นำมาซ้อนกันนั้นอาจมีความหมายเพียงคำใดคำหนึ่งก็ได้  หรือมีความหมายทั้งสองคำก็ได้  วิธีการสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง  ได้แก่

                ๒.๑  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  เสียงสระเดียวกัน  แต่เสียงตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  ถากถาง  ทาบทาม  รวบรวม  ออดอ้อน

                ๒.๒  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  แต่เสียงสระต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  เก้งก้าง  คมคาย  จริงจัง  แชเชือน  ชักช้า  ซุกซน  ซับซ้อน  ซุบซิบ  ซุ่มซ่าม  โด่งดัง   ทนทาน  ทรวดทรง  ท้อแท้  ทอดทิ้ง  ทักท้วง  เบาบาง  ปัดเป่า  เนิ่นนาน  ยื้อแย่ง  ยิ่งยวด รวดเร็ว  สดใส  หมองมัว  หลักแหล่ง  เอวองค์

                ๒.๓  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน  แต่มีเสียงสระเดียวกันมาซ้อนกัน  เช่น   จิ้มลิ้ม บ่าวสาว  อ้อมค้อม  อ้างว้าง

                ๒.๔  นำคำที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำที่มีความหมาย  เพื่อให้สะดวกในการออกเสียง  มักใช้ในภาษาพูดเท่านั้น  (จัดเป็นคำอุทานเสริมบทก็ใช่ครับ)  เช่น  กระดูกกระเดี้ยว  สัญญิงสัญญา  หนังสือหนังหา  ไม่กินไม่เกิน  ผู้หลักผู้ใหญ่

                ๒.๕   มีการเพิ่มพยางค์ลงในคำซ้อนเพื่อให้มีเสียงสมดุล  พยางค์ที่แทรกมักเป็น  “กระ”  เช่น

                        จุ๋มจิ๋ม        เป็น        กระจุ๋มกระจิ๋ม

                        ดุกดิก        เป็น        กระดุกกระดิก                         

                ๒.๖   ใช้สัมผัสในในการซ้อนคำเพื่อให้เกิดคำซ้อน ๔ และ ๖ พยางค์  เช่น  โง่เง่าเต่าตุ่น   กู้หนี้ยืมสิน  หนักเอาเบาสู้  ที่นอนหมอนมุ้ง  ยากดีมีจน   ระกำลำบาก  สิ้นไร้ไม้ตอก   ตอบบุญแทนคุณ  ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน  อดตาหลับขับตานอน   ทรัพย์ในดินสินในน้ำ  นอนกลางดินกินกลางทราย  คดในข้องอในกระดูก  

 

ความหมายของคำซ้อน 

       ความหมายของคำซ้อน  แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

        ๑.   คำซ้อนที่มีความหมายคงเดิม   จะมีความหมายคงตามความหมายของคำที่นำมาซ้อน  เช่น   เกื้อหนุน  ข้าทาส  ข่มเหง  โง่เขลา  เจ็บปวด  ตอบบุญแทนคุณ  พัดวี  เพพัง  ทองคำ  ระกำลำบาก  เสื่อสาด  สูญหาย  อ้วนพี  อุดหนุนจุนเจือ  เป็นต้น

        ๒.   คำซ้อนที่มีความหมายใหม่  คำซ้อนที่มีความหมายใหม่มีหลายลักษณะ  เช่น

              ๒.๑   ความหมายแคบลง  คือ  มีความหมายที่เน้นคำใดคำหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นคำหน้าหรือคำหลังก็ได้  เช่น  กัดกัน  ถนนหนทาง  เนื้อตัว  ท้องไส้  ปากคอ  หยิบยืม เป็นต้น

              ๒.๒   ความหมายกว้างขึ้น  คือ  มีความหมายรวมไปถึงอย่างอื่นที่มีลักษณะร่วมกันหรือจำพวกเดียวกัน  เช่น

                           เสื้อผ้า  หมายถึง  เครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ

                           พี่น้อง  หมายถึง  ทุกคนที่เกี่ยวข้อง

                           ถ้วยโถโอชาม  หมายถึง  ภาชนะใส่อาหารและสิ่งของอื่น ๆ

                           ตับไตไส้พุง  หมายถึง  อวัยวะภายใน  ไม่เฉพาะตับ  ไต  และไส้  เท่านั้น

                           เรือกสวนไร่นา  หมายถึง  พื้นที่สำหรับเพาะปลูก

               ๒.๓    ความหมายเชิงอุปมา  คือ  มีความหมายเปลี่ยนไป  เกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่ในเชิงอุปมา  เช่น

                              ข้าวยากหมากแพง         หมายถึง    ภาวะขาดแคลนอาหาร

                              ครอบครอง                หมายถึง    ยึดถือไว้เพื่อตน

                              เจ้าบุญนายคุณ            หมายถึง    ผู้ที่มีบุญคุณ

                              เชิดชู                        หมายถึง    ยกย่อง, ชมเชย

                              ดูดดื่ม                       หมายถึง    อุ้มชู

                              ถากถาง                     หมายถึง    ค่อนว่า  มีเจตนาให้เจ็บใจ

                              ปากว่าตาขยิบ             หมายถึง    พูดอีกอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

                              หนักแน่น                   หมายถึง    มั่นคง,  ไม่ท้อถอย,  ไม่โกรธง่าย

                              อุ้มชู                         หมายถึง    เลี้ยงดูอย่างยกย่อง, ประคับประคอง

                              เอียงเอน                    หมายถึง    ไม่เที่ยงตรง

          ดังนั้น  คำตัวอย่าง  “อิจฉาริษยา”  ที่นำมาให้ศึกษาในวันนี้  จึงจัดว่าเป็นคำซ้อนที่เกิดจากคำมูล ๒ คำ  เป็นการซ้อนคำเพื่อความหมายที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน

          บล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  “คำซ้อน”เนื้อหาที่ได้พยายามเรียบเรียงสาระนี้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สะดวกต่อการศึกษานี้  คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษานะครับ

 

เขียนโดย  ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

  ๑๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗

บทกลอนธรรมะดี ๆ จากสมเด็จพระสังฆราชฯ

บทกลอนธรรมะดี ๆ จากสมเด็จพระสังฆราชฯ

               ครั้งที่คุณครูปิยะฤกษ์เคยเรียนระดับมัธยมศึกษา  ได้ร่ำเรียนวิชาภาษาไทย  บทกวีที่ปรากฏในหนังสือที่ง่ายที่สุดและท่องจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้คือ…

               คิดดี พูดดี ทำดี

เป็นศรี เป็นพร สูงสุด

ไม่มี พรเทพ พรมนุษย์

เปรียบประดุจ ความดี ที่ทำเอง

               (พระนิพนธ์ ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก)

              เมื่อพิจารณาให้ดี นักเรียนจะพบว่า คำประพันธ์ข้างต้นมีลักษณะคำประพันธ์ที่เรียกว่า “กลอนหก”  มีวรรคละ ๖ คำ  แต่ทำไมวรรคที่ ๓ และ วรรคที่ ๔ มี ๗ พยางค์ และ ๘ พยางค์ตามลำดับ  (อ๋อ นักเรียนบางคนเข้าใจแล้ว)  ก็เพราะว่าเวลาในการอ่านเราต้องอ่านแบบรวบพยางค์อย่างไรละครับ   เช่น  มนุษย์ ให้ถือว่าเป็น ๑ คำ  ประดุจ ถือว่าเป็น ๑ คำ  ที่ทำ  ก็นับเป็นอีก ๑ คำ   เมื่อเข้าใจฉันทลักษณ์การแต่งคำประพันธ์แล้ว ก็จะมีประโยชน์ต่อการแต่งคำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ รวมทั้งจะทำให้เราไม่พบอุปสรรคในการอ่านออกเสียงอีกด้วยนะครับ

               แต่เรื่องราวที่ขอนำเสนอไม่ใช่มีเพียงเท่านี้  ที่ยกมานี้เพื่อร่วมไว้อาลัยและถวายความอาลัยในการเสด็จสู่สวรรคาลัย (สิ้นพระชนม์) แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  และด้วยประสงค์ให้ผู้แวะมาอ่านผ่านมาพบกับบล็อกการศึกษา  “เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์”  ได้อ่านธรรมะดี ๆ  สั้น ๆ นี้   แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นจากองค์ความรู้ที่มี  และเหตุการณ์ที่ประสบมาในชีวิตว่ามีความสอดคล้องหรือเป็นไปตามเนื้อหาจากการอ่านคำประพันธ์ข้างต้นหรือไม่  อย่างไร?

ฝันสลายหากท้องในวัยเรียน

ฝันสลายหากท้องในวัยเรียน

          ต่างมาเรียนเพียรศึกษาหาความรู้

คือประตูสู่หลักชัยในวิถี

เลือกคบเพื่อนหมู่มิตรคิดทำดี

ครองชีวีของตนให้ไม่คลอนแคลน

          เอ๊ะ!  ที่เห็นเช่นทุกวันนั่นแปลกนัก

วัยรุ่นจักจับมือถือควงแขน

ต่างยึดถือใฝ่หาคำว่า “แฟน”

จนเกินแกนเกินงามนาม “วัยเรียน”

 

          นักเรียนที่อยู่วัยเรียนระดับมัธยมรวมถึงนักศึกษาสายอาชีพในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยนั้นแต่ละคนต่างก็มีเป้าหมายหรือมีความฝันในชีวิตของตนเองไม่มากก็น้อย   บางคนใฝ่ฝันที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้น  บางคนมุ่งที่จะเข้าสู่เส้นทางการทำงานตามอัตภาพแห่งชีวิตของครอบครัว

          ในวัยเรียนนี้  ส่วนมากก็คือชีวิตแห่งความเป็น “วัยรุ่น”     วัยรุ่นเป็นวัยที่มีพฤติกรรมด้านต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ได้แก่  ด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง

          ในปัจจุบันคือยุคโลกาภิวัตน์  (Globalization)   ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแล้วนั้น  วัยรุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  โดยพบว่าวัยรุ่นมีการจับไม้จับมือ ควงแขนเพื่อนต่างเพศ เพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่อันนำไปสู่การใช้คำว่า “แฟน”  ที่กล่าวมานี้ก็มีสาเหตุมาจากด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  กล่าวคือ

          ด้านร่างกาย ปัจจุบันพบว่า เด็ก ๆ อายุเพียง ๑๒-๑๔  ปีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรภาพอย่างรวดเร็ว อันเกิดจากอาหารการกิน  ฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อร่างกายมีความพร้อมในการสืบพันธุ์หรือเป็นที่สนใจต่อเพศตรงข้ามก็จะนำไปสู่การรู้จักเพื่อนต่างเพศได้ง่ายและเร็วขึ้น  แต่จะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่ที่ “ใจ”

          ด้านจิตใจ ในปัจจุบันเมื่อวัยรุ่นวัยเรียนพบเห็นเพื่อน ๆ  หรือบุคคลโดยทั่วไปแสดงพฤติกรรมที่ยังไม่เหมาะสมกับวัย  เช่น  จับมือ  โอบกอด  จูบกัน  อยู่ด้วยกันในสถานที่ลับตาสาธารณชน  หากวัยรุ่นวัยเรียนดังกล่าวมีจิตใจที่ไขว้เขวแยกระหว่างความถูกต้องไม่ถูกต้อง   ความสมควรทำและความไม่สมควรทำนั้นไม่ได้แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะตามมาอย่างแน่นอน 

          ด้านอารมณ์  วัยรุ่นวัยเรียนทุกวันนี้มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่ายมาก  หากได้รับในสิ่งที่ไม่พึงพอใจ  ก็จะแสดงอาการเหล่านั้นออกมา  เช่น  พ่อแม่บอกสอนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป  วัยรุ่นวัยเรียนก็จะพยายามหนีออกจากบ้าน  แล้วไปหาทางออกด้วยการคบเพื่อนหรือไม่ยอมกลับบ้าน  ร้ายกว่านั้นคือการใช้สารเสพติดรวมถึงการทดลองใช้ยาเสพติดด้วยซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง แล้วหากไปอาศัยอยู่กับเพื่อนต่างเพศล่ะ?…

          จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นมีอายุเฉลี่ยลดลง  จากอายุ ๑๘-๑๙ ปี  ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙   เป็นอายุ ๑๕-๑๖ ปี  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒   สถานที่ที่วัยรุ่นวัยเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงใช้ร่วมเพศครั้งแรกส่วนใหญ่เป็นที่บ้านเพื่อนหรือบ้านตัวเอง  แล้วสถิติในอนาคตข้างหน้าจะปรากฏผลอย่างไร?

          ด้านสังคม  มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม   สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมที่ใหญ่มาก แต่โลกแคบ  กล่าวคือรู้จักกันน้อยลง  รู้จักกันเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ ๒-๕ คน   สังคมวัยรุ่นวัยเรียนจึงอยู่ที่เพื่อนสนิททั้งหญิงและชายและเพื่อนต่างเพศที่คบกันเพื่อนำไปสู่การใช้คำว่า “แฟน”

          อีกประการหนึ่ง  ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร  ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์  อินเทอร์เน็ตที่มีการแสดงเนื้อหาหรือรูปภาพที่วาบหวิว  ลามก  ซึ่งชวนให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกทางเพศ  รวมถึงระบบการแชต

หลากหลายช่องทางในการให้บริการนั้น  หากมีการหว่านล้อมด้วยถ้อยภาษาเขียนเกี่ยวกับการชักชวนไปอยู่ด้วยกันเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันนั้น  ถ้าไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจตนแล้วเมื่อวัยรุ่นวัยเรียนพลาดโอกาสในการรักษาพรหมจรรย์ในชีวิตระหว่างการเป็นวัยรุ่นวัยเรียนแล้ว อะไรจะตามมา

          คนในปัจจุบันเป็นสังคมแห่งวัตถุนิยม  เชื่อแน่นอนว่าเมื่อเห็นสิ่งของต่าง ๆ ที่งดงาม  ราคาแพง  เย้ายวนตายวนใจยิ่งนักในความต้องการของวัยรุ่นวัยเรียนหญิง  ไม่ว่าจะเป็น  โทรศัพท์มือถือทันสมัย  แท็บเล็ต  เครื่องสำอาง  กระเป๋า เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้วัยรุ่นวัยเรียนหญิงอยากได้  อยากมีเหมือนเพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ  แล้วทำอย่างไรจึงจะได้มา  เพียงการคิดอยากได้นั้นไม่เป็นไร  แต่ที่น่าสลดใจคือการลงมือทำเพื่อให้ได้สิ่งของที่ต้องการเหล่านี้มาให้ได้  ดังจะเห็นว่าวัยรุ่นวัยเรียนหญิงมีอาชีพระหว่างเรียน นั่นคือ “การขายบริการทางเพศ”  ระหว่างที่กำลังเป็นนักเรียนนักศึกษา มันเหมาะสมแล้วหรืออย่างไร

          หากการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นวัยเรียนหญิงที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นมีแต่ “พลาด พลั้ง เผลอ ผิด” แล้ว  ปัญหาที่ตามมาก็คือ  “ท้องในวัยเรียน”  แล้วความฝันและเป้าหมายในชีวิตของตนเองที่ได้วาดฝันไว้ก็จะ “ดับสลาย” ยากที่จะกู้คืนมาได้

          ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนหญิงจะร้ายยิ่งกว่านั้น  หากชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนหญิง “ตั้งครรภ์”  ชีวิตใหม่นั้นพร้อมที่จะเกิดขึ้นเพื่อมาให้ผู้สร้างได้ใช้กรรมร่วมกัน

          น่าตกใจยิ่งนัก!  จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่านักเรียน ปวช. ชั้นปีที่ ๒  เพศชายเคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ ๔๙.๘   ส่วนเพศหญิงเคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ ๔๑.๖  ก็เท่ากับว่าใน ๑๐๐ คนในชีวิตของการเป็นวัยรุ่นวัยเรียน มีชาย-หญิงที่บริสุทธิ์ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เพียง ๕๐ คน  ส่วนระดับการศึกษาอื่น ๆ ในวัยรุ่นวัยเรียนก็มีเหมือนกันแต่ค่าสถิติไม่มากเท่านักเรียนระดับนี้  แล้วปีต่อไปล่ะ  สถิติจะไม่สร้างความวิตกให้กับคนทั้งชาติหรือ?

          การป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นวัยเรียนทำได้หรือไม่?  ทำได้สิ

          วิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นวัยเรียนหญิง  เริ่มต้นด้วยการรู้จักตนเองก่อนว่า  “ตนเองเป็นวัยรุ่นพร้อมที่จะสืบพันธุ์ตั้งครรภ์ได้”  วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ “การไม่ร่วมเพศกับชายใดทั้งสิ้น”  จนกว่าเราจะศึกษาสำเร็จมีอนาคตที่ดีตามที่วาดฝัน   ถ้าหากหลีกเลี่ยงที่จะร่วมเพศไม่ได้ล่ะ?   วัยรุ่นวัยเรียนหญิงก็ต้องรู้จักวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวซึ่งมีหลายวิธี  แต่วิธีที่ขอแนะนำและเหมาะสมกับวัยรุ่นวัยเรียนคือ “ต้องให้ฝ่ายชายที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยใช้ถุงยางอนามัย” เท่านั้น

          สถิติในการใช้ถุงยางอนามัยของวัยรุ่นวัยเรียนก็ยิ่งน่าตกใจอีก!  จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่านักเรียนชายระดับ ม.๕  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๑.๑     และนักเรียนชายระดับ ปวช. ชั้นปีที่ ๒  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๕.๐    ส่วนเพศหญิง  พบว่านักเรียนหญิงระดับ ม.๕  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๔.๑   และนักเรียนหญิงระดับ ปวช. ชั้นปีที่ ๒   ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๐.๐   ก็เท่ากับว่าในการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นวัยเรียนทั้งชายและหญิงนั้นจะใช้ถุงยางอนามัยเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่มีเพศสัมพันธ์  แล้วปีต่อไปล่ะ…สถิติการใช้ถุงยางอนามัยจะไม่ลดลงหรือ?  แล้วผลที่ตามมาคือปัญหา “ท้องในวัยเรียน” ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอน  วัยรุ่นวัยเรียนหญิงก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับคำที่ใช้เรียกตนเองใหม่อีกคำหนึ่ง  นั่นคือคำว่า “แม่”

          จากข้อมูลสถิติของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๗ – ๒๕๕๔   พบว่าการคลอดบุตรจากแม่ที่มีอายุน้อยมีแนวโน้มสูงขึ้น  โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๔  แม่คลอดบุตรที่มีอายุ ๑๐-๑๙ ปี  คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๕   ด้วยเหตุนี้เมื่อแม่อายุน้อย ๆ ยังไม่พร้อมในภาวะการตั้งครรภ์เพื่อมีบุตร  จึงทำให้น้ำหนักตัวทารกแรกเกิดซึ่งเป็นลูก ๆ ของแม่กลุ่มนี้มีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์โดยมีค่าร้อยละที่สูงขึ้น ปัญหานี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่อง เช่น ภาวะโรคแทรกซ้อน  น้ำหนักและส่วนสูงของร่างกายที่ไม่ได้พัฒนาการตรงตามวัย  สติปัญญาของทารกที่ไม่มีความฉลาดและสมบูรณ์  เด็กสมาธิสั้น  เป็นต้น  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเลยต่อกำลังพลสำคัญของชาติในอนาคต  ซึ่งกำลังพลที่ดีของชาตินั้นจะต้องมีประชากรที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่องและมีคุณธรรมที่สูงด้วยเช่นกัน

          ปัจจุบัน เหตุการณ์และข้อมูลที่ประจักษ์ชัดคือวัยรุ่นวัยเรียนของประเทศไทยมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและไม่มีการป้องกัน  ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ที่จะตั้งครรภ์  อีกทั้งเกิดปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์  อันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของวัยรุ่นวัยเรียนและบุตรที่คลอดออกมา  ตลอดจนบิดามารดา และผู้ปกครองแล้ว  ยังมีผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย

          วัยรุ่นวัยเรียนทั้งชายและหญิงทุกคน  เราจงมาตระหนักในปัญหาการมีเพศสัมพันธ์และปัญหาการท้องในวัยเรียนกันเถิด  สร้างความดีงามให้แก่ตนเองด้วยการตั้งใจเรียน  เชื่อฟังคำบอกสอนของบิดา มารดา และครูอาจารย์ด้วยความเคารพ  รักษามารยาทในการอยู่ในสังคมทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วยคบเพื่อนต่างเพศเพียงเพื่อรู้จัก  ให้การช่วยเหลือ แบ่งปัน มีมิตรภาพที่ดีต่อกันทั้งกาย วาจา และใจ  พึงไม่ใฝ่หาซึ่งอารมณ์และเหตุอันที่จะนำตัวเราไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

          ต่อไปนี้  วัยรุ่นวัยเรียนโดยเฉพาะผู้หญิงต้องพยายามเรียนรู้กับโลกกว้างแห่งการเป็นยุคโลกาภิวัตน์  มีสติมั่นในการประคองตนเพื่อไม่ให้ฝันสลายในวัยเรียน   ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตแต่ขึ้นอยู่กับ “การรู้จักคิดและการปฏิบัติดีที่ตัวเรา” ต่างหาก

                    ฝันจะไม่สลายหายไปแน่

ขอเพียงแต่มีจิตมั่นมิหวั่นไหว

สร้างความดีเสริมความงามตามวินัย

จะทำให้ “ฝันสำเร็จ” เสร็จสมบูรณ์

โดย  นายปิยะฤกษ์   บุญโกศล

ครู  โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร  สพม. เขต ๒๙

๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖

บทความนี้เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่

๑.  Web Blog Entry ตามลิงก์ URL นี้ :  

     https://krupiyarerk.wordpress.com/2013/10/15/fansalai2556/

๒.  Fan Page Facebook ชื่อ “เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์” 

     ตามลิงก์  URL นี้  : https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C/239143596095713

    ๓. Twitter ตามลิงก์ URL นี้ :  https://twitter.com/piyarerk

    ๔. ทาง SlideShare ตามลิงก์ URL นี้ :  http://www.slideshare.net/piyarerk/ss-27192183

ส่วนเอกสาร ที่เสนอเป็น SlideShare ด้านล่างนี้สำหรับรองรับสมรรถภาพของโปรแกรมอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานอีกทางหนึ่งครับ เพื่อให้เกิดความสบายดวงตาในระหว่างที่อ่าน โดยให้คลิกที่เครื่องหมายลูกศรสี่มุมเพื่ออ่านแบบขยายเต็มหน้าจอ หรือ กรณีที่ไม่สามารถอ่านข้อความด้านบนได้ หรือ กรณีข้อความไม่สมบูรณ์และไม่มีความคมชัดครับ

ความเชื่อ : บัว : ดอกไม้มงคล กับสารพันความหมาย

ความเชื่อ : บัว : ดอกไม้มงคล กับสารพันความหมาย

          “ ดอกบัว ” นับเป็นดอกไม้ที่คนไทยเราคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เพราะใช้ในการบูชาพระอยู่เป็นประจำ แม้แต่การแสดงความเคารพด้วยการประนมมือของเรา หากดูดีๆก็จะเห็นว่าคล้ายรูปดอกบัว การที่ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีมงคล คงเป็นเพราะธรรมชาติกำเนิดของดอกบัวได้แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต อย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ แม้จะเกิดในโคลนตม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน เสมือนคนที่เกิดมาแล้ว หากเข้าถึงหลักธรรมก็สามารถเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์ทั้งปวงได้ อย่างไรก็ดี ดอกบัว มิได้เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราเพียงแค่เป็นดอกไม้บูชาพระเท่านั้น แต่ “ บัว ” ยังมีบทบาทต่อวิถีชีวิตไทยในอีกหลากหลายลักษณะ ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะขอนำบางส่วนจากหนังสือ “ ปกิณกคดีวิถีชีวิตไทยในเรื่องบัว ” ของนางฤดีรัตน์ กายราศ มาเสนอเพื่อเป็นความรู้ดังต่อไป

          อ่านเพิ่มเติม

บทความภาษาไทยน่ารู้

บทความภาษาไทยน่ารู้

มีคำถาม (ความจริงเป็นคำปรารภและปรารมภ์) ของคุณ “เต่าล้านปี (๒)” ค้างอยู่ ๒ เรื่อง คือ
“๓. วรรณยุกต์ เด็กสมัยนี้ใช้วรรณยุกต์กันผิดๆ ถูกๆ เช่น นะคะ ก็เขียนเป็นนะค่ะ หรือ นะค๊ะ สมัยนี้ท่าจะไม่มีหลักสูตรวิชาไวยากรณ์ไทย เด็กสมัยใหม่จึงไม่รู้จักอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ อธิบายให้เขาฟังเขาไม่เข้าใจกันค่ะ

อ่านเพิ่มเติม