ฝันสลายหากท้องในวัยเรียน

ฝันสลายหากท้องในวัยเรียน

          ต่างมาเรียนเพียรศึกษาหาความรู้

คือประตูสู่หลักชัยในวิถี

เลือกคบเพื่อนหมู่มิตรคิดทำดี

ครองชีวีของตนให้ไม่คลอนแคลน

          เอ๊ะ!  ที่เห็นเช่นทุกวันนั่นแปลกนัก

วัยรุ่นจักจับมือถือควงแขน

ต่างยึดถือใฝ่หาคำว่า “แฟน”

จนเกินแกนเกินงามนาม “วัยเรียน”

 

          นักเรียนที่อยู่วัยเรียนระดับมัธยมรวมถึงนักศึกษาสายอาชีพในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยนั้นแต่ละคนต่างก็มีเป้าหมายหรือมีความฝันในชีวิตของตนเองไม่มากก็น้อย   บางคนใฝ่ฝันที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้น  บางคนมุ่งที่จะเข้าสู่เส้นทางการทำงานตามอัตภาพแห่งชีวิตของครอบครัว

          ในวัยเรียนนี้  ส่วนมากก็คือชีวิตแห่งความเป็น “วัยรุ่น”     วัยรุ่นเป็นวัยที่มีพฤติกรรมด้านต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ได้แก่  ด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง

          ในปัจจุบันคือยุคโลกาภิวัตน์  (Globalization)   ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแล้วนั้น  วัยรุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  โดยพบว่าวัยรุ่นมีการจับไม้จับมือ ควงแขนเพื่อนต่างเพศ เพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่อันนำไปสู่การใช้คำว่า “แฟน”  ที่กล่าวมานี้ก็มีสาเหตุมาจากด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  กล่าวคือ

          ด้านร่างกาย ปัจจุบันพบว่า เด็ก ๆ อายุเพียง ๑๒-๑๔  ปีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรภาพอย่างรวดเร็ว อันเกิดจากอาหารการกิน  ฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อร่างกายมีความพร้อมในการสืบพันธุ์หรือเป็นที่สนใจต่อเพศตรงข้ามก็จะนำไปสู่การรู้จักเพื่อนต่างเพศได้ง่ายและเร็วขึ้น  แต่จะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่ที่ “ใจ”

          ด้านจิตใจ ในปัจจุบันเมื่อวัยรุ่นวัยเรียนพบเห็นเพื่อน ๆ  หรือบุคคลโดยทั่วไปแสดงพฤติกรรมที่ยังไม่เหมาะสมกับวัย  เช่น  จับมือ  โอบกอด  จูบกัน  อยู่ด้วยกันในสถานที่ลับตาสาธารณชน  หากวัยรุ่นวัยเรียนดังกล่าวมีจิตใจที่ไขว้เขวแยกระหว่างความถูกต้องไม่ถูกต้อง   ความสมควรทำและความไม่สมควรทำนั้นไม่ได้แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะตามมาอย่างแน่นอน 

          ด้านอารมณ์  วัยรุ่นวัยเรียนทุกวันนี้มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่ายมาก  หากได้รับในสิ่งที่ไม่พึงพอใจ  ก็จะแสดงอาการเหล่านั้นออกมา  เช่น  พ่อแม่บอกสอนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป  วัยรุ่นวัยเรียนก็จะพยายามหนีออกจากบ้าน  แล้วไปหาทางออกด้วยการคบเพื่อนหรือไม่ยอมกลับบ้าน  ร้ายกว่านั้นคือการใช้สารเสพติดรวมถึงการทดลองใช้ยาเสพติดด้วยซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง แล้วหากไปอาศัยอยู่กับเพื่อนต่างเพศล่ะ?…

          จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นมีอายุเฉลี่ยลดลง  จากอายุ ๑๘-๑๙ ปี  ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙   เป็นอายุ ๑๕-๑๖ ปี  ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒   สถานที่ที่วัยรุ่นวัยเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงใช้ร่วมเพศครั้งแรกส่วนใหญ่เป็นที่บ้านเพื่อนหรือบ้านตัวเอง  แล้วสถิติในอนาคตข้างหน้าจะปรากฏผลอย่างไร?

          ด้านสังคม  มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม   สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมที่ใหญ่มาก แต่โลกแคบ  กล่าวคือรู้จักกันน้อยลง  รู้จักกันเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ ๒-๕ คน   สังคมวัยรุ่นวัยเรียนจึงอยู่ที่เพื่อนสนิททั้งหญิงและชายและเพื่อนต่างเพศที่คบกันเพื่อนำไปสู่การใช้คำว่า “แฟน”

          อีกประการหนึ่ง  ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร  ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์  อินเทอร์เน็ตที่มีการแสดงเนื้อหาหรือรูปภาพที่วาบหวิว  ลามก  ซึ่งชวนให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกทางเพศ  รวมถึงระบบการแชต

หลากหลายช่องทางในการให้บริการนั้น  หากมีการหว่านล้อมด้วยถ้อยภาษาเขียนเกี่ยวกับการชักชวนไปอยู่ด้วยกันเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันนั้น  ถ้าไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจตนแล้วเมื่อวัยรุ่นวัยเรียนพลาดโอกาสในการรักษาพรหมจรรย์ในชีวิตระหว่างการเป็นวัยรุ่นวัยเรียนแล้ว อะไรจะตามมา

          คนในปัจจุบันเป็นสังคมแห่งวัตถุนิยม  เชื่อแน่นอนว่าเมื่อเห็นสิ่งของต่าง ๆ ที่งดงาม  ราคาแพง  เย้ายวนตายวนใจยิ่งนักในความต้องการของวัยรุ่นวัยเรียนหญิง  ไม่ว่าจะเป็น  โทรศัพท์มือถือทันสมัย  แท็บเล็ต  เครื่องสำอาง  กระเป๋า เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้วัยรุ่นวัยเรียนหญิงอยากได้  อยากมีเหมือนเพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ  แล้วทำอย่างไรจึงจะได้มา  เพียงการคิดอยากได้นั้นไม่เป็นไร  แต่ที่น่าสลดใจคือการลงมือทำเพื่อให้ได้สิ่งของที่ต้องการเหล่านี้มาให้ได้  ดังจะเห็นว่าวัยรุ่นวัยเรียนหญิงมีอาชีพระหว่างเรียน นั่นคือ “การขายบริการทางเพศ”  ระหว่างที่กำลังเป็นนักเรียนนักศึกษา มันเหมาะสมแล้วหรืออย่างไร

          หากการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นวัยเรียนหญิงที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นมีแต่ “พลาด พลั้ง เผลอ ผิด” แล้ว  ปัญหาที่ตามมาก็คือ  “ท้องในวัยเรียน”  แล้วความฝันและเป้าหมายในชีวิตของตนเองที่ได้วาดฝันไว้ก็จะ “ดับสลาย” ยากที่จะกู้คืนมาได้

          ชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนหญิงจะร้ายยิ่งกว่านั้น  หากชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนหญิง “ตั้งครรภ์”  ชีวิตใหม่นั้นพร้อมที่จะเกิดขึ้นเพื่อมาให้ผู้สร้างได้ใช้กรรมร่วมกัน

          น่าตกใจยิ่งนัก!  จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่านักเรียน ปวช. ชั้นปีที่ ๒  เพศชายเคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ ๔๙.๘   ส่วนเพศหญิงเคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ ๔๑.๖  ก็เท่ากับว่าใน ๑๐๐ คนในชีวิตของการเป็นวัยรุ่นวัยเรียน มีชาย-หญิงที่บริสุทธิ์ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เพียง ๕๐ คน  ส่วนระดับการศึกษาอื่น ๆ ในวัยรุ่นวัยเรียนก็มีเหมือนกันแต่ค่าสถิติไม่มากเท่านักเรียนระดับนี้  แล้วปีต่อไปล่ะ  สถิติจะไม่สร้างความวิตกให้กับคนทั้งชาติหรือ?

          การป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นวัยเรียนทำได้หรือไม่?  ทำได้สิ

          วิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นวัยเรียนหญิง  เริ่มต้นด้วยการรู้จักตนเองก่อนว่า  “ตนเองเป็นวัยรุ่นพร้อมที่จะสืบพันธุ์ตั้งครรภ์ได้”  วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ “การไม่ร่วมเพศกับชายใดทั้งสิ้น”  จนกว่าเราจะศึกษาสำเร็จมีอนาคตที่ดีตามที่วาดฝัน   ถ้าหากหลีกเลี่ยงที่จะร่วมเพศไม่ได้ล่ะ?   วัยรุ่นวัยเรียนหญิงก็ต้องรู้จักวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวซึ่งมีหลายวิธี  แต่วิธีที่ขอแนะนำและเหมาะสมกับวัยรุ่นวัยเรียนคือ “ต้องให้ฝ่ายชายที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยใช้ถุงยางอนามัย” เท่านั้น

          สถิติในการใช้ถุงยางอนามัยของวัยรุ่นวัยเรียนก็ยิ่งน่าตกใจอีก!  จากผลการสำรวจของสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรค  ปี พ.ศ. ๒๕๕๔  พบว่านักเรียนชายระดับ ม.๕  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๑.๑     และนักเรียนชายระดับ ปวช. ชั้นปีที่ ๒  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๕.๐    ส่วนเพศหญิง  พบว่านักเรียนหญิงระดับ ม.๕  ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๔.๑   และนักเรียนหญิงระดับ ปวช. ชั้นปีที่ ๒   ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก  เพียงร้อยละ ๕๐.๐   ก็เท่ากับว่าในการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นวัยเรียนทั้งชายและหญิงนั้นจะใช้ถุงยางอนามัยเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่มีเพศสัมพันธ์  แล้วปีต่อไปล่ะ…สถิติการใช้ถุงยางอนามัยจะไม่ลดลงหรือ?  แล้วผลที่ตามมาคือปัญหา “ท้องในวัยเรียน” ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอน  วัยรุ่นวัยเรียนหญิงก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับคำที่ใช้เรียกตนเองใหม่อีกคำหนึ่ง  นั่นคือคำว่า “แม่”

          จากข้อมูลสถิติของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๗ – ๒๕๕๔   พบว่าการคลอดบุตรจากแม่ที่มีอายุน้อยมีแนวโน้มสูงขึ้น  โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๔  แม่คลอดบุตรที่มีอายุ ๑๐-๑๙ ปี  คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๕   ด้วยเหตุนี้เมื่อแม่อายุน้อย ๆ ยังไม่พร้อมในภาวะการตั้งครรภ์เพื่อมีบุตร  จึงทำให้น้ำหนักตัวทารกแรกเกิดซึ่งเป็นลูก ๆ ของแม่กลุ่มนี้มีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์โดยมีค่าร้อยละที่สูงขึ้น ปัญหานี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่อง เช่น ภาวะโรคแทรกซ้อน  น้ำหนักและส่วนสูงของร่างกายที่ไม่ได้พัฒนาการตรงตามวัย  สติปัญญาของทารกที่ไม่มีความฉลาดและสมบูรณ์  เด็กสมาธิสั้น  เป็นต้น  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเลยต่อกำลังพลสำคัญของชาติในอนาคต  ซึ่งกำลังพลที่ดีของชาตินั้นจะต้องมีประชากรที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่องและมีคุณธรรมที่สูงด้วยเช่นกัน

          ปัจจุบัน เหตุการณ์และข้อมูลที่ประจักษ์ชัดคือวัยรุ่นวัยเรียนของประเทศไทยมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและไม่มีการป้องกัน  ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ที่จะตั้งครรภ์  อีกทั้งเกิดปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์  อันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของวัยรุ่นวัยเรียนและบุตรที่คลอดออกมา  ตลอดจนบิดามารดา และผู้ปกครองแล้ว  ยังมีผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย

          วัยรุ่นวัยเรียนทั้งชายและหญิงทุกคน  เราจงมาตระหนักในปัญหาการมีเพศสัมพันธ์และปัญหาการท้องในวัยเรียนกันเถิด  สร้างความดีงามให้แก่ตนเองด้วยการตั้งใจเรียน  เชื่อฟังคำบอกสอนของบิดา มารดา และครูอาจารย์ด้วยความเคารพ  รักษามารยาทในการอยู่ในสังคมทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วยคบเพื่อนต่างเพศเพียงเพื่อรู้จัก  ให้การช่วยเหลือ แบ่งปัน มีมิตรภาพที่ดีต่อกันทั้งกาย วาจา และใจ  พึงไม่ใฝ่หาซึ่งอารมณ์และเหตุอันที่จะนำตัวเราไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

          ต่อไปนี้  วัยรุ่นวัยเรียนโดยเฉพาะผู้หญิงต้องพยายามเรียนรู้กับโลกกว้างแห่งการเป็นยุคโลกาภิวัตน์  มีสติมั่นในการประคองตนเพื่อไม่ให้ฝันสลายในวัยเรียน   ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตแต่ขึ้นอยู่กับ “การรู้จักคิดและการปฏิบัติดีที่ตัวเรา” ต่างหาก

                    ฝันจะไม่สลายหายไปแน่

ขอเพียงแต่มีจิตมั่นมิหวั่นไหว

สร้างความดีเสริมความงามตามวินัย

จะทำให้ “ฝันสำเร็จ” เสร็จสมบูรณ์

โดย  นายปิยะฤกษ์   บุญโกศล

ครู  โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร  สพม. เขต ๒๙

๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖

บทความนี้เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่

๑.  Web Blog Entry ตามลิงก์ URL นี้ :  

     https://krupiyarerk.wordpress.com/2013/10/15/fansalai2556/

๒.  Fan Page Facebook ชื่อ “เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์” 

     ตามลิงก์  URL นี้  : https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C/239143596095713

    ๓. Twitter ตามลิงก์ URL นี้ :  https://twitter.com/piyarerk

    ๔. ทาง SlideShare ตามลิงก์ URL นี้ :  http://www.slideshare.net/piyarerk/ss-27192183

ส่วนเอกสาร ที่เสนอเป็น SlideShare ด้านล่างนี้สำหรับรองรับสมรรถภาพของโปรแกรมอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานอีกทางหนึ่งครับ เพื่อให้เกิดความสบายดวงตาในระหว่างที่อ่าน โดยให้คลิกที่เครื่องหมายลูกศรสี่มุมเพื่ออ่านแบบขยายเต็มหน้าจอ หรือ กรณีที่ไม่สามารถอ่านข้อความด้านบนได้ หรือ กรณีข้อความไม่สมบูรณ์และไม่มีความคมชัดครับ