สระใอ ไม้ม้วน ( ใ ) เราควรรู้

สระใอ ไม้ม้วน  ( ใ )  เราควรรู้ 

          หลายคนคงใช้ภาษาไทยเกี่ยวกับสระใอ ( ใ )  ไม้ม้วน  และสระไอ  ( ไ )  ไม้มลาย  ผิดและบางคนถึงกับสับสนกันไปหมดก็มี   เอ…?  แล้วปัญหานี้เกิดจากสาเหตุใดกันนะ…  คิดแล้วความเห็นตรงกันไหมครับ  ครูคิดเห็นว่า สาเหตุก็เกิดจากการไม่ใส่ใจในเรื่องการใช้คำไทยให้ถูกต้อง   การจดจำรูปของคำที่คนอื่นใช้กันแบบผิด ๆ ซึ่งปรากฏตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ร้านค้า ป้ายประชาสัมพันธ์  เป็นต้น  มาดูตัวอย่าง

ตัวอย่าง ๑   

คนในหมู่บ้านไหลตาย    ถูกหรือผิด   (คำตอบ ผิด)

ต้องแก้เป็น

คนในหมู่บ้านใหลตาย    (นี่จึงถูก)

 

ตัวอย่าง ๒

เด็ก ๆ ชอบรับประทานน้ำแข็งใส    ถูกหรือผิด   (คำตอบ ผิด)

ต้องแก้เป็น

เด็ก ๆ ชอบรับประทานน้ำแข็งไส    (นี่จึงถูก)

 

ตัวอย่าง ๓

ในตาของเธอดูมีประกาย    ถูกหรือผิด   (คำตอบ ผิด)

ต้องแก้เป็น

นัยน์ตาของเธอดูมีประกาย    (นี่จึงถูก)

 

ตัวอย่าง ๔

ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ถูกหรือผิด   (คำตอบ ถูก)

 

ตัวอย่าง ๕

จุดใต้ตำตอ    ถูกหรือผิด   (คำตอบ ผิด)

ต้องแก้เป็น

จุดไต้ตำตอ  (นี่จึงถูก)

 

          วันนี้ครูจึงขอเสนอบทท่องจำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อาขยาน” ซึ่งเป็นคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี ๑๑  จำนวน ๓ บท สระใอ ไม้ม้วน  ( ใ )  ซึ่งนับให้ดีก็จะมี ๒๐ ม้วน  มาฝากคนที่ยังจำได้เป็นอย่างดีและท่องจำได้อย่างขึ้นใจ  และคนที่จำได้และกำลังจะเลือนหายไปจากความทรงจำ  รวมถึงคนที่ยังจำไม่ได้ว่าสระใอไม้ม้วนมีทั้งหมดกี่คำกันแน่  อะไรบ้าง   เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาไทยของเราให้ถูกต้องให้คงอยู่คู่ชาติไทยของเราต่อไปครับ  ดังนี้

         ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่

ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ

ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ

มิหลงใหลใครขอดู

         จะใคร่ลงเรือใบ

ดูน้ำใสและปลาปู

สิ่งใดอยู่ในตู้

มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง

         บ้าใบ้ถือใยบัว

หูตามัวมาใกล้เคียง

เล่าท่องอย่าละเลี่ยง

ยี่สิบม้วนจำจงดี

 

          มีบทเพลงมาฝากอีก ๑ เพลง  สระใอ ไม้ม้วน  ( ใ )  ซึ่งนับให้ดีก็จะมี ๒๐ ม้วนเช่นเดียวกัน  ไปฝึกร้องกันเลย ครับ

 

เพลงสระใอ (ไม้ม้วน)

        คำร้อง  ผศ.ประคอง  สุทธสาร                 ทำนอง พม่ากลองยาว

                   ใคร ใครใฝ่ใจสะใภ้ยองใย (ซ้ำ)     ให้ผู้ใหญ่ใช้ใบเรือของใหม่ (ซ้ำ)    

       ใครใคร่ ใส่ของใช้ ใกล้สิ่งใด                     คนใบ้ใช่หลงใหล แต่สดใส 

       ของใช้อยู่ในทิศใต้

                   สระใอไม้ม้วน เชิญซิ เชิญชวนยี่สิบม้วนควรจำ

                   โจ๊ะ พรึม พรึม โจ๊ะ พรึม พรึม (ซ้ำ)

                   โอ้แม่งามขำ  จำเถิดจงจำหน่อยนะคนดี (ซ้ำ)

                   โจ๊ะ  พรึม  พรึม  โจ๊ะ  พรึม  พรึม (ซ้ำ)

 

         อย่าลืมฝึกอ่านฝึกท่องฝึกร้องกันเข้าไว้นะครับ  คำไทย สระใอ (ไม้ม้วน) หมั่นใส่ใจใช้ถูกต้อง ภาษาไทยของเราก็จะมีแต่ความงามและสถาพร  ครับ

 

เขียนโดย 

ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

เผยแพร่เมื่อวันที่  ๑๔  ตุลาคม  ๒๕๕๖

สวดพระพุทธมนต์ เจริญพระพุทธมนต์ คำใดถูกต้อง

สวดพระพุทธมนต์ เจริญพระพุทธมนต์  คำใดถูกต้อง

         ครั้งหนึ่งที่ได้อุปสมบท ครองเพศบรรพชิต ได้ ๑ พรรษา ซึ่งผ่านมาแล้ว  ๘  ปี  จนเกือบลืมความรู้หรือหลักการเรื่องที่จะขอบรรยายต่อไปนี้  เกี่ยวกับ  “สวดพระพุทธมนต์  หรือ เจริญพระพุทธมนต์”

        ครั้งนั้น  พระพี่เลี้่ยงได้นำหนังสือเกี่ยวกับหลักพิธีการแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับพระของท่านพุทธทาสภิกขุมาให้อ่านพอจำได้ดังนี้ว่า

         การที่เราจะใช้คำว่า  “สวดพระพุทธมนต์๋”   ให้ใช้เมื่องานนั้นเกี่ยวกับงานอวมงคล   งานอวมงคล  คือ  งานที่มิใช่มงคล,  งานทำบุญเกี่ยวกับงานศพ โดยใช้บทคาถาต่าง ๆ ตามหนังสือบทสวดในพิธีของสงฆ์

         และการที่เราจะใช้คำว่า  “เจริญพระพุทธมนต์๋”   ให้ใช้เมื่องานนั้นเกี่ยวกับงานมงคล   งานมงคล  คือ  งานที่นํามาซึ่งความเจริญ  ซึ่งถือว่าจะนำสิริและความเจริญมาสู่และป้องกันไม่ให้สิ่งที่เลวร้ายมากล้ำกราย,  เรียกงานที่จัดให้มีขึ้นเพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุข เช่น งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลสมรส   งานทำบุญวันเกิด  เป็นต้น

        ดังนั้น  ก่อนใช้คำ ๒ คำนี้   “สวดพระพุทธมนต์  หรือ เจริญพระพุทธมนต์”  ต้องใช้ให้ถูกต้องตามกาลโอกาส  ซึ่งส่วนมากคนเราก็จะใช้กันแบบผิด ๆ มาโดยตลอด  โดยชอบเรียกกันว่า  “พระจะมาสวดมนต์ที่บ้าน” บ้าง  “นิมนต์พระมาสวดมนต์ที่บ้าน”  บ้าง   ฟังแล้วมีลักษณะเป็นงานอวมงคลทั้งหมดเลย  ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องตระหนักในการใช้คำ ๒ คำนี้แล้วละครับ

ตัวอย่างตัวการันต์

ตัวอย่างตัวการันต์

การใช้การันต์

          เมื่อ พูดถึงคำว่า “การันต์” แล้ว บางคนคิดว่าเป็นอย่างเดียวกับ “ทัณฑฆาต” ความจริง “การันต์” หมายถึง ตัวอักษรที่ไม่ต้องการออกเสียง ถ้าเป็นคำบาลีและสันสกฤต คำว่า “การันต์” หมายถึง เสียงที่อยู่พยางค์สุดท้ายของคำ เพราะคำว่า “การันต์” เกิดจากการนำคำว่า “การ” ซึ่งแปลว่า “ตัวอักษร” กับ “อันต” ซึ่งแปลว่า “ที่สุด” มาสนธิเข้าด้วยกัน เช่น คำว่า “ชายา” เป็นอาการันต์ เพราะพยางค์สุดท้ายลงเสียง อา “ราชินี” เป็น อีการันต์ คือคำลงท้ายด้วยเสียงอี ส่วนทัณฑฆาต หมายถึงเครื่องหมาย “  ์  ” ซึ่ง ใช้เขียนไว้บนตัวอักษร หรือตัวการันต์สำหรับบังคับไม่ให้ออกเสียง หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ “การันต์” หมายถึง ตัวอักษรที่ไม่ออกเสียง ซึ่งมีไม้ทัณฑฆาตกำกับอยู่ ตัวการันต์นี้เป็นพยัญชนะตัวเดียวก็มี เป็นอักษรควบหรือนำก็มีอักษร ๒ ตัว หรือ ๓ ตัว เรียงกันก็มี มีรูปสระกำกับอยู่ด้วยก็มี ถ้าหากเราไม่ต้องการออกเสียงคำใด ก็ใส่ไม้ทัณฑฆาตบนอักษรตัวนั้น เพื่อเป็นการฆ่าเสียง

           เหตุ ที่เราเก็บเอาตัวการันต์ไว้ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องการออกเสียงนั้นก็เพื่อรักษารูปเดิมของศัพท์ให้คงที่อยู่ เพื่อจะได้รู้รูปศัพท์เดิมว่าเป็นอย่างไร นับว่าเป็นประโยชน์ในด้านนิรุกติศาสตร์มาก เพราะจะทำให้เราพอสืบหาที่มาของคำได้ว่ามีต้นเค้ามาจากคำอะไรในภาษาอะไร เช่น คำว่า “ประเทศ” ถ้าเราเขียนตามเสียงคนทั่ว ๆ ไปที่มิได้ศึกษาเล่าเรียน ก็คงเป็น “ปะเทด” หรือ “อากาศ” ก็คงเขียนเป็น “อากาด” นาน ๆ เข้าก็เลยไม่ทราบที่มาของคำ ทำให้การศึกษาในด้านภาษาศาสตร์หรือนิรุกติศาสตร์ ต้องชะงักงันอย่างแน่นอน คำบางคำออกเสียงอย่างเดียวกัน แต่รากศัพท์เดิมต่างกัน ถ้าเราเขียนรูปเดียวกันหมด เราจะไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคำนั้นเลย เช่น คำที่ออกเสียงว่า “กาน” อาจเขียนเป็น “การ” “กาล” “กานต์” “กาญจน์” “การณ์” เป็นต้นก็ได้ แต่ละคำล้วนมาจากภาษาบาลีด้วยกัน แต่ความหมายต่างกันลิบลับ ถ้าเราเขียนตามเสียงพูดเช่น “กาน” สะกดเหมือนกันหมด คงจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการตีความอย่างมากทีเดียว

           ศัพท์ ที่มีตัวการันต์นั้น โดยมากมักจะมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต หรือมิฉะนั้นก็เป็นศัพท์ในภาษาตระกูลยุโรป ศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้ ในภาษาเดิมเขามักจะออกเสียงเป็นหลายพยางค์ แต่เมื่อเรานำมาใช้ในภาษาไทย โดยเหตุที่เราพูดช้ากว่าเขา เราจึงต้องการคำที่น้อยพยางค์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้เอาพยางค์หลังมาเป็นตัวสะกดเสียบ้าง เป็นตัวการันต์เสียบ้าง ครั้นจะทิ้งตัวการันต์เสีย ก็เกรงว่าจะเสียรูปศัพท์เดิม อันจะเป็นเหตุให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป

           เรื่องตัวสะกดกับตัวการันต์นั้นอยู่ข้างจะปะปนกันมากเหมือนกัน จึงขอชี้แจงเรื่องนี้สักเล็กน้อย ดังนี้

            ๑. พยัญชนะตัวเดียว ถ้าไม่ต้องการให้เป็นตัวสะกด หรืออ่านเป็นอีกพยางค์หนึ่งแล้วก็นับว่าเป็นตัวการันต์ ซึ่งจำต้องใส่ไม้ทัณฑฆาตลงไป เช่น “ต้นโพธิ์” การันต์ที่ตัว “ธิ” ก็อ่านว่า “ต้น-โพ” ถ้าต้องการออกเสียงเป็นตัวสะกด ก็ไม่ต้องมีไม้ทัณฑฆาต เช่น “อำเภอศรีมหาโพธิ” ก็อ่านว่า “อำ-เพอ-สี-มะ-หา-โพด”

            ๒. อักษรควบทั้งปวง ต้องนับว่าเป็นตัวสะกดทั้งคู่ เว้นแต่อักษรควบไม่แท้ ที่มีเสียงตัวหน้าอ่อน คือ ร ควบกับตัวอื่น ถ้าต้องการเอาตัว ร สะกดตัวเดียว เช่น ธรรม์ (ม การันต์) สรรค์ (ค การันต์) สรรพ์ (พ การันต์) ฯลฯ อย่างนี้ตัวหน้า คือตัว ร เป็นตัวสะกด ตัวหลังคือ ม ค พ เป็นตัวการันต์ อย่างนี้ต้องใส่ไม้ทัณฑฆาต

            ๓. อักษรนำทั้งปวง ตัวนำเป็นตัวสะกด ตัวตามหลังถ้าไม่เป็นพยางค์ต่อไป ต้องนับว่าเป็นตัวการันต์ เช่น ยักษ์ สัตว์ สงฆ์ อย่างนี้ ตัว ก ต ง เป็นตัวสะกด ตัวหลัง คือ ษ ว ฆ เป็นตัวการันต์

            ตาม ปรกติในปัจจุบัน คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ไม่นิยมการันต์กลางคำนอกจากโบราณเท่านั้นที่มีเขียนอยู่บ้าง เช่น สาส์น (การันต์ตัว ส) มาร์ค (การันต์ตัว ร) ฯลฯ แต่คำที่มาจากภาษาตระกูลยุโรปเรานิยมใส่ไม้ทัณฑฆาตบนคำที่เราไม่ต้องการออก เสียง ซึ่งอาจอยู่ตรงไหนของคำก็ได้ เช่น ฟิล์ม ชอล์ก อาร์ต เกียร์ ฯลฯ

            ตัวการันต์พอจะจำแนกออกไปได้เป็น ๖ ชนิดด้วยกัน คือ
๑. เป็นพยัญชนะตัวเดียว เช่น สงฆ์ สิงห์ องค์ ศิลป์ ไมล์ ฯลฯ
๒. เป็นพยัญชนะ ๒ ตัวเรียงกัน เช่น เมืองกาญจน์ สายสิญจน์ ฯลฯ
๓. เป็นพยัญชนะ ๓ ตัวเรียงกัน เช่น พระลักษมณ์
๔. เป็นอักษรควบแท้ เช่น พักตร์ (หน้า) พระอินทร์ ฯลฯ
๕. เป็นอักษรควบไม่แท้ เช่น ธรรม์ สรรพ์ สรรค์ ครรภ์ ฯลฯ
๖. เป็นอักษรนำ เช่น เอกลักษณ์ สัญลักษณ์ ฯลฯ

ที่มา :   ราชบัณฑิตยสถาน.

          การใช้การันต์ โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ.

          เข้าถึงได้จาก  :  http://www.royin.go.th/th/

          knowledge/detail.php?ID=1139

          อ้างถึงใน  ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

          ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ :

          สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๓๕๖-๓๕๘.

แขนงวิชาของภาษาศาสตร์เชิงทฤษฎี

แขนงวิชาของภาษาศาสตร์เชิงทฤษฎี

      บ่อยครั้ง ภาษาศาสตร์เชิงทฤษฎีสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายแขนง บางแขนงสามารถศึกษาได้โดยอิสระ บางแขนงก็ต้องศึกษาควบคู่กับแขนงอื่น อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ภาษาศาสตร์เชิงทฤษฎีสามารถแบ่งออกเป็นแขนงต่าง ๆ ได้ดังนี้

สัทศาสตร์ (Phonetics) เป็นการศึกษาเสียงต่างๆ ซึ่งใช้ร่วมกันในภาษามนุษย์ทุกภาษา

สัทวิทยา (Phonology) เป็นการศึกษารูปแบบเสียงพื้นฐานของภาษา

วิทยาหน่วยคำ (Morphology linguistics) เป็นการศึกษาโครงสร้างภายในของคำและการเปลี่ยนรูปของคำ

วากยสัมพันธ์ (Syntax) เป็นการศึกษาการประกอบคำขึ้นเป็นประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

อรรถศาสตร์ (Semantics) เป็นการศึกษาความหมายของคำ (lexical semantics) และวิธีการประกอบคำขึ้นเป็นประโยคเพื่อสื่อความหมาย

วัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) เป็นการศึกษาวิธีการใช้ถ้อยความ (utterance) เพื่อสื่อความหมายในการสื่อสาร เช่น แบบตรงตัว (literal pragma) แบบอุปมาอุปไมย (figurative pragma) ฯลฯ

ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (Historical linguistics) เป็นการศึกษาภาษาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากความใกล้เคียงของคำศัพท์ การสร้างคำ และวากยสัมพันธ์

แบบลักษณ์ภาษา (Linguistic typology) เป็นการศึกษาคุณสมบัติทางไวยากรณ์ที่ใช้อยู่ในภาษาต่างๆ

วัจนลีลาศาสตร์ (Stylistics linguistics) เป็นการศึกษาลีลาในการใช้ภาษา

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญเฉพาะของแขนงต่าง ๆ ก็ยังไม่เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน และนักภาษาศาสตร์ทุกท่านก็เห็นพ้องกันว่า การแบ่งแขนงแบบดังกล่าวยังคงมีขอบเขตซ้อนทับกันอยู่มาก ถึงกระนั้น แขนงย่อยก็ยังคงมีคอนเซ็ปต์แก่นซึ่งสนับสนุนการตั้งประเด็นปัญหาและการวิจัย ของผู้ชำนาญการได้เป็นอย่างดี

ที่มา  :  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.   ภาษาศาสตร์ : แขนงของวิชาภาษาศาสตร์เชิงทฤษฎี

              (ออนไลน์).   เข้าถึงได้จาก  :  

             http://th.wikipedia.org/ภาษาศาสตร์

              (วันที่ค้นข้อมูล  :  ๑  ตุลาคม  ๒๕๕๔).

ตัวอย่างคำตาย

ตัวอย่างคำตาย

แม่ ก กา  >>   นะคะ   จ๊ะ  จ้ะ   มิ   เลอะเทอะ  เตะ  แปะ  จุ  โต๊ะ  เหาะ  ฯลฯ

แม่  กก    >>   รัก  วรรค   นาค   เมฆ   แยก   ฤกษ์   สุข   โภค   ฯลฯ

แม่  กด    >>   เทิด  เดช   (บัณ)ฑิต  เลศ   กิเลส   เหตุ   สบถ  ประดิษฐ์    อิฐ   โกศ   ครุฑ   ก๊าซ   ฟอส(ฟอ)รัส  พิษ  ฯลฯ

แม่  กบ    >>   นิพ(พาน)   ลพ    เสพ    โลภ     สาป   ยิป(ซี)   กราบ  ยับ    ฯลฯ

สรุป 

คำตาย คือ 

๑)   คำที่ประสมด้วยเสียงสระสั้น  (รัสสระ) ในมาตราแม่ ก กา โดยไม่มีตัวสะกด   หรือ

๒)   เป็นคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกดแม่ กก  กด  และ  กบ

โดยครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  โรงเรียนโพนทันเจริญวิทย์

เผยแพร่เมื่อวันที่  ๒๐  กันยายน  ๒๕๕๔

ตัวอย่างคำเป็น

ตัวอย่างคำเป็น

แม่ ก กา  >>  ยา  จ๋า  มี  ดู  โบ  โหล  แก้  เปล  หารือ  เธอ   ฯลฯ

แม่  กง    >>   บ่าง  สิง  ฟุ้ง  โลง  แห้ง   เก้ง   อึ้ง  หนึ่ง   เพลิง  ฯลฯ

แม่  กน    >>   ฝัน  สาร   กาฬ   กัลป์   ญาณ   (สา)มัญ   เทอญ   (ส)วรรค์   บรร(ทม)   ฟืน  ฯลฯ

แม่  กม    >>   ยำ  (มีเสียงตัวสะกด แม่ กม)   กรรม  เกม   โสม   เทอม   เริ่ม   ดื่ม   สัม(ฤทธิ์)   สาม   ริม   ซึม   เล็ม   แกรม    ทูม   ก้อม   ฯลฯ

แม่  เกย    >>   ไกล   ให้   ไสย  (มีเสียงตัวสะกด แม่ เกย)   ควาย   โบย  เฉยเมย       ฯลฯ

แม่  เกอว    >>   เต่า   (มีเสียงตัวสะกด แม่ เกอว)   แมว  เหมียว  เคี้ยว  ข้าว  แล้ว  เอว   ฉิว   ฯลฯ

สรุป 

คำเป็น คือ 

๑)   คำที่ประสมด้วยเสียงสระยาว (ทีฆสระ) ในแม่ ก กา โดยไม่มีตัวสะกด  หรือ

๒)   เป็นคำที่สะกดด้วยมาตราตัวสะกดแม่ กง  กน  กม  เกย  และ  เกอว  รวมทั้งสระเกินทั้ง ๔ สระ ได้แก่ อำ ใอ ไอ เอา  (เนื่องจากสระเหล่านี้มีเสียงตัวสะกดรวมอยู่ด้วย)

โดยครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  โรงเรียนโพนทันเจริญวิทย์

เผยแพร่เมื่อวันที่  ๒๐  กันยายน  ๒๕๕๔

พยัญชนะไทย ๔๔ ตัว

พยัญชนะไทย ๔๔ ตัว


Thai alphabet