บทอาขยานภาษาไทย

บทอาขยานภาษาไทย ช่วงชั้นที่ ๑ ถึง ช่วงชั้นที่ ๔  ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ  พุทธศักราช ๒๕๔๔

            วันนี้ครูปิยะฤกษ์  ขอนำรูปภาพบทอาขยานภาษาไทย  ซึ่งมาจากหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  บทอาขยานภาษาไทย  ช่วงชั้นที่ ๑ – ช่วงชั้นที่ ๔  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มาให้ผู้ติดตามได้ดูหรือดาวน์โหลดไปใช้ประโยชน์  เพราะบางครั้งการที่เราจะไปค้นหนังสือเล่มนี้ก็ช่างลำบากเสียเหลือเกิน  เพราะหนังสือมีขนาดกะทัดรัดเฉพาะตัว   บทอาขยานหนังสือเล่มนี้บันทึกภาพสำเนามาใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น  จำนวน ๑๕๘ หน้า  ไฟล์สื่อภาพนิ่ง ๔ สี  ครับ  บทอาขยานนี้ยังนำมาใช้เป็น

บทอาขยานภาษาไทย ระดับประถมศึกษา  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น   ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ  พุทธศักราช ๒๕๕๑

อีกด้วยครับ  เพราะยังยึดตามเล่มนี้

เอกสารบทอาขยานภาษาไทย พุทธศักราช ๒๕๕๑  ชุดที่ ๑

เอกสารบทอาขยานภาษาไทย พุทธศักราช ๒๕๕๑  ชุดที่ ๒

เอกสารบทอาขยานภาษาไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒

อ่านเพิ่มเติม

คำสมาส : ในรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic)

คำสมาส : ในรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic)

วันนี้ ครูปิยะฤกษ์ขอนำความรู้เรื่อง “คำสมาสในรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic)”  มาให้นักเรียนหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษากันแบบง่าย ๆ ครับ

ที่มาขององค์ความรู้เรื่องนี้มาจาก ครั้งหนึ่งในชีวิตครูปิยะฤกษ์พยายามคิดผลิตสื่อการเรียนการสอน เมื่อประสบผลเป็นที่พอใจจึงได้ส่งเข้าประกวดจึงได้รับรางวัลเกียรติบัตรและโล่รางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ หมวดภาษาไทย ในการประกวด “ออกแบบสื่อการเรียนรู้ด้วย Infographic ประจำปี 2557” ตามโครงการยกระดับคุณภาพครูและนักเรียนด้านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศสู่การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ 2557 จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (วันที่ 9 ธันวาคม 2557 ณ กระทรวงศึกษาธิการ)

แล้ว อินโฟกราฟิก (Infographic) คืออะไรเอ่ย

อินโฟกราฟิกเป็นการแสดงผลของข้อมูลหรือความรู้โดยภาพที่อ่านและเข้าใจง่าย  จะง่ายหรือไม่ง่ายลองดูกันจากผลงานท้ายนี้นะครับ  ติชมกันได้ครับ

CF0C1FE9-5909-4F98-AA67-31A52AB7F4B7

 

องค์ประกอบของพยางค์และคำ

องค์ประกอบของพยางค์และคำ

            หลังจากที่ครูปิยะฤกษ์ได้สอนนักเรียนผ่านการบันทึกเทปในกิจกรรม DLIT Classroom ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ไปแล้วนั้น วันนี้จึงขอนำความรู้มาเสนอต่อผู้ที่สนใจที่ผ่านมาชมหรือติดตามบล็อกการศึกษาแห่งนี้ครับ ซึ่งการสอนเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เข้าใจเรื่อง “องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำ” ในภาษาไทยให้มากขึ้น โดยสามารถนำไปใช้ในการเรียน การเตรียมตัวสอบเก็บคะแนน และสอบเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งกล่าวถึง “องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำ” ในภาษาไทย ซึ่งเกี่ยวกับ พยางค์ เป็นเสียงที่เปล่งออกมาแต่ละครั้ง จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำ ส่วน คำ เป็นหน่วยของภาษาที่ประกอบด้วยเสียงและความหมาย คำจำแนกตามพยางค์ได้เป็นคำพยางค์เดียว และ คำหลายพยางค์ การแยกองค์ประกอบของพยางค์และคำนั้นทุกพยางค์ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย ๓ ส่วนเท่านั้น ได้แก่ ๑. เสียงพยัญชนะต้น ๒. เสียงสระ ๓. เสียงวรรณยุกต์ ซึ่งให้ความรู้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบ (โครงสร้าง) ของพยางค์และคำอย่างละเอียด พร้อมแล้วไปศึกษาจากสื่อวีดีโอที่เป็นบันทึกเทปการสอน ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒  ใบความรู้ และตัวอย่างแบบทดสอบในครั้งนี้ได้เลยครับ  หากนักเรียนหรือผู้สนใจมีความไม่เข้าใจในเรื่องนี้สามารถสอบถามมาทางโพสต์เรื่องนี้ได้เลยครับ

 

เทปการสอน ตอนที่ ๑ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

เทปการสอน ตอนที่ ๒ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

ใบความรู้/เอกสารประกอบการสอน เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

แบบทดสอบ เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ  โดยครูปิยะฤกษ์   บุญโกศล

 

 

 

ภาษาไทย ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์ บุญโกศล

ภาษาไทย ม.4  เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

             จากการที่ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  ได้ร่วมบันทึกเทปรายการ DLIT  Classroom  จำนวน 5 เทป ได้แก่  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 และตอนที่ 2,  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2   และภาษาไทย  ม.4 เรื่องการเขียนสะกดคำ   ตามโครงการ “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือ “Distance Learning  Information Technology (DLIT)” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดกลาง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาในด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  ก่อนหน้านี้ ๓ เดือน ผู้ที่สนใจศึกษาก็ได้สอบถามเข้ามาในสื่อสังคมออนไลน์อยู่เป็นระยะว่าเวลาใดกันหนอที่เทปการสอนตอนที่ 2 จะออกเผยแพร่   มาถึงวันนี้ เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 2 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล ก็เผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 สมกับการที่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอคอย เนื่องจาก สพฐ.โดยคณะทีมงานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเนื้อหาและคุณภาพของวีดีโอผลงานชิ้นนี้อยู่นะครับ  
            ในเทปที่ 2 เรื่องเสียงในภาษานี้ เน้นการสอนเกี่ยวกับเสียงพยัญชนะ เสียงวรรณยุกต์ และแนวทางในการพิชิตข้อสอบให้ได้  พร้อมแล้ว…ไปศึกษากันได้เลยครับ  
            หากวีดีโอการสอนเรื่องนี้มีข้อควรพัฒนาหรือแก้ไขปรับปรุง อาทิ ด้านเนื้อหา การใช้ภาษา ครูปิยะฤกษ์ก็ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้ศึกษาทุกท่านผ่านทางบล็อกในส่วนการแสดงความเห็นท้ายเรื่องในบล็อกนี้ครับ ยังมีอะไรค้างคาใจ หรือมีความขัดแย้งกันระหว่างองค์ความรู้ที่ปรากฏอยู่ ครูปิยะฤกษ์ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และยินดีรับฟังองค์ความรู้ที่ท่านมีอยู่เพื่อนำมาพัฒนาให้เกิดสื่อที่เป็นองค์ความรู้สาระวิชาภาษาไทย เรื่อง เสียงในภาษา มีความชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไปครับ

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ภาษาไทย ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 โดย ครูปิยะฤกษ์ บุญโกศล

ภาษาไทย ม.4  เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 โดย ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

ความเป็นมา

ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล  โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29  (อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ)  ได้รับโอกาสที่ดีในการถูกคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  ให้เป็นฟันเฟืองซี่หนึ่งในการพัฒนาสื่อแห่งวงการศึกษาเพื่อร่วมบันทึกเทปรายการ DLIT  Classroom  จำนวน 5 เทป ได้แก่  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง เสียงในภาษา ตอนที่ 1 และตอนที่ 2,  ภาษาไทย  ม.4 เรื่อง องค์ประกอบของพยางค์และคำ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2   และภาษาไทย  ม.4 เรื่องการเขียนสะกดคำ   ตามโครงการ “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือ “Distance Learning  Information Technology (DLIT)” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตรงกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดกลาง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาในด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

จึงขอเชิญนักเรียนและผู้ที่สนใจมุ่งศึกษาจากเทปการสอนซึ่งเชื่อมต่อมาจาก YouTube และใบงานต่าง ๆ ได้ ณ โอกาสนี้ครับ  หากมีความผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย  และยินดีรับข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านทางความเห็นผ่านบล็อกนี้ได้เลยครับ

 

 

ต่าง ๆ นานา หรือ ต่าง ๆ นา ๆ คำไหนหนาที่เขียนถูก

ต่าง ๆ นานา  หรือ  ต่าง ๆ นา ๆ  คำไหนหนาที่เขียนถูก

        หลายคนเมื่อเห็นคำว่า  “ต่าง ๆ นานา”  หรือ  “ต่าง ๆ นา ๆ” แล้ว  จะรู้สึกว่า “เอ๊ะ! คำไหนกันนะที่เขียนถูกกันแน่”

        วันนี้บล็อกการศึกษาเรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์ขอนำทุกท่านมารู้จักกับคำว่า “นานา”  ครับ   ซึ่งการนำเสนอเรื่องนี้นั้นเกิดจากการมีแรงบันดาลใจเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นใหม่  ด้วยมีนักเรียนคนหนึ่งไม่เข้าใจในการเรียนที่โรงเรียนจึงได้ถามเรื่อง “คำซ้ำ” และคำว่า  “นานา”  ในบล็อกแห่งนี้ครับ

          “นานา” ไม่ได้มีความหมายว่า “ทุ่งนา”  คำว่า นานา นี้จัดเป็นคำวิเศษณ์ซึ่งให้ความหมายว่า “ต่าง ๆ”   คำว่า  “ นานา”   ไทยเรารับอิทธิพลมาจากภาษาบาลี (ปาลิ : อักษรย่อของภาษานี้ ก็คือ ป. นั่นเองครับ)   ส่วนเวลานำมาใช้เรามักใช้กับคำว่า “ต่าง ๆ”  (คำซ้ำ) จึงได้คำว่า  “ต่าง ๆ นานา” (ซึ่งคำว่า ต่าง ๆ นานา นี้จัดเป็นคำซ้อนแล้วล่ะครับ)

        อย่างหนึ่งที่มักหลงลืมกันจะเขียนเป็น “ต่าง ๆ นา ๆ” ซึ่งถือว่าเขียนผิดครับ  ดังนั้น  คำว่า “นานา”  ไม่ใช่คำซ้ำครับ  แต่จัดเป็น “คำมูล” (คำมูล คือ คำที่มีความหมายในตัวเองจะแยกออกจากกันมิได้เพราะจะทำให้คำนั้น ๆ ไม่มีความหมาย   ซึ่งคำมูลนี้จะมีจำนวนพยางค์มากกว่า ๑ พยางค์ก็ได้ครับ)

        เอาเข้าแล้วล่ะสิครับ  “คำซ้ำ” คืออะไร?  เรามาเริ่มเรียนรู้ “คำซ้ำ” ให้รู้จริง รู้ลึกพร้อมกันเถอะ

 

คำซ้ำ คืออะไร?

คำซ้ำ  คือ วิธีการสร้างคำอย่างหนึ่งของไทยด้วยวิธีการซ้ำคำมูลเดิม  ทำให้ความหมายของคำซ้ำที่ได้อาจเหมือนคำมูลเดิม  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักหรือความชัดเจนมากขึ้น  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักเบาลง  หรือความหมายของคำที่ได้อาจจะมีน้ำหนักกว้างออกไปอีก   หรือความหมายของคำที่ได้อาจแสดงความเป็นพหูพจน์  หรือความหมายของคำที่ได้อาจมีความหมายย้ายที่/เปลี่ยนไป/ความหมายใหม่   โดยเราจะเห็นว่ารูปของคำซ้ำนี้จะมีเครื่องหมายยมก (ๆ)  เข้ามาเกี่ยวข้อง  เช่นคำว่า  เบา ๆ,  ดี ๆ,  ช้า ๆ,  ไว ๆ,  ดัง ๆ  เป็นต้น ครับ

 

ความหมายในคำซ้ำ

ความหมายเหมือนคำมูลเดิม  เช่น

– หญิงคนนั้นชอบคนรวย ๆ  (ให้ความหมายว่า ร่ำรวย)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักหรือเพิ่มความชัดเจนมากขึ้น  เช่น

– ทำการบ้านต้องทำให้ดี ๆ  (ให้ความหมายว่า ทำให้ดีหรือดียิ่งขึ้น)

– จงร่วมใจกันร้องเพลงให้เสียงดัง ๆ  (ให้ความหมายว่า ทำให้เสียงดังยิ่งขึ้น)

– ลูกเสือรีบ ๆ เข้าแถวด่วน  (ให้ความหมายว่า ให้รีบเร่งขึ้น)

– ดึก ๆ ดื่น ๆ ตื่นขึ้นมาทำอะไร  (ให้ความหมายว่า ดึกมากแล้ว)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักเบาลง  เช่น

– ฉันมองเห็นเขาใส่เสื้อสีดำ ๆ   (ให้ความหมายว่า ใส่เสื้อสีที่อาจเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำล้วน  หรือมีสีอื่นปนอยู่ด้วย)

 

ความหมายที่มีน้ำหนักกว้างออกไปอีก  เช่น

– พี่ชายคนนั้นนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ก็ปวดท้องขึ้นมา  (ให้ความหมายว่า อาจมีอาการทั้งนั่ง นอน เดิน ก้มหน้าก้มตาและอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย)

 

ความหมายที่แสดงความเป็นพหูพจน์   เช่น

– เด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ที่สนามกีฬาของโรงเรียน  (ให้ความหมายว่า มีเด็กจำนวนมากกว่าหนึ่ง)

 

ความหมายของคำที่ได้อาจมีความหมายย้ายที่/เปลี่ยนไป/ความหมายใหม่  เช่น

–  เรื่องผี ๆ พวกนี้เอามาเล่าทำไม  (ให้ความหมายว่า  เรื่องที่ไม่ดี)

–  งานนี้เรื่องหมู ๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ  (ให้ความหมายว่า  ง่าย, ง่ายมาก)

–  จงเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องกล้วย ๆ  (ให้ความหมายว่า  ง่าย, ง่ายมาก)

–  อยู่ ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็ร้องลั่นขึ้นมา  (ให้ความหมายว่า  แสดงอาการโดยไม่ทราบสาเหตุ)

–  อย่าทำงานแบบลวก ๆ ไปส่งครูนะ  (ให้ความหมายว่า  การทำงานแบบมักง่ายหรือหยาบ)

–  บ้านนอกของเราก็กินอยู่พื้น ๆ อย่างนี้ล่ะ  (ให้ความหมายว่า  ธรรมดา,  ไม่พิถีพิถัน)

–  ไป ๆ มา ๆ  ทั้งสองก็ได้แต่งงานกันทั้งที่ก่อนเคยเกลียดกันมาก  (ให้ความหมายว่า  ในที่สุด)

–  เขารู้พองู  ๆ ปลา ๆ  (ให้ความหมายว่า  ไม่กระจ่าง,  ไม่รู้เรื่องมาก)

ลักษณะของคำซ้ำ

เขียนเหมือนกัน
อ่านเหมือนกัน
ความหมายเหมือนกัน
เป็นคำชนิดเดียวกัน
ทำหน้าที่เดียวกัน
อยู่ในประโยคเดียวกัน

 

เรียนรู้คำซ้ำแล้ว  เราก็รู้พึงตระหนักว่าคำซ้ำเป็นวิธีการสร้างคำอย่างหนึ่งของไทย  เพื่อให้ได้คำที่เพียงพอตามเจตนารมณ์สำหรับใช้ในการสื่อสารภาษาไทยนั่นเอง ครับ

 

ปิยะฤกษ์  บุญโกศล

๑๐ กันยายน ๒๕๕๗

การใช้ พลาง – พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย

การใช้ พลาง – พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย

      วันนี้ขอเสนอเกร็ดความรู้ภาษาไทยที่หลายคนมองข้าม การใช้ พลาง หรือ พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย การที่ออกเสียงคำว่า พลาง หรือ พราง ก็ดี หากออกเสียงคำใดคำหนึ่งผิดก็จะทำให้ความหมายเปลี่ยนทันที ดังนั้น มาเริ่มทำความรู้จักความหมายของคำสองคำนี้กัน ครับ

      พลาง เป็นคำวิเศษณ์ พลาง หมายถึง ในระยะเวลาเดียวกัน (มักใช้กับกริยาที่ควบคู่กัน) เช่น น้องต่างพลางกินพลางเล่น หรือหมายถึง ชั่วระหว่างเวลา (ที่ยังไม่พร้อมหรือยังไม่ถึงกำหนดเป็นต้น) เช่น ให้ใช้ข้อบังคับตามกำหนดนี้ไปพลางก่อน, อบอุ่นร่างกายรอไปพลางก่อนกรรมการเรียกลงสนามแข่งขันฟุตบอล เป็นต้น ส่วน

     พราง เป็นคำกริยา พราง หมายถึง ทำให้เข้าใจเป็นอื่น, ทำให้เลือน เช่น ทหารพรางตัวด้วยการใช้ชุดลายพราง เป็นต้นครับ

     ดังนั้น ควรใช้คำสองคำนี้ให้ถูกต้องด้วยการออกเสียงและเขียนสะกดคำให้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ต้องการสื่อสาร ปัญหาจากการสื่อสารก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ

โดย

ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล