การใช้ พลาง – พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย

การใช้ พลาง – พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย

      วันนี้ขอเสนอเกร็ดความรู้ภาษาไทยที่หลายคนมองข้าม การใช้ พลาง หรือ พราง ในข้อความเพื่อสื่อความหมาย การที่ออกเสียงคำว่า พลาง หรือ พราง ก็ดี หากออกเสียงคำใดคำหนึ่งผิดก็จะทำให้ความหมายเปลี่ยนทันที ดังนั้น มาเริ่มทำความรู้จักความหมายของคำสองคำนี้กัน ครับ

      พลาง เป็นคำวิเศษณ์ พลาง หมายถึง ในระยะเวลาเดียวกัน (มักใช้กับกริยาที่ควบคู่กัน) เช่น น้องต่างพลางกินพลางเล่น หรือหมายถึง ชั่วระหว่างเวลา (ที่ยังไม่พร้อมหรือยังไม่ถึงกำหนดเป็นต้น) เช่น ให้ใช้ข้อบังคับตามกำหนดนี้ไปพลางก่อน, อบอุ่นร่างกายรอไปพลางก่อนกรรมการเรียกลงสนามแข่งขันฟุตบอล เป็นต้น ส่วน

     พราง เป็นคำกริยา พราง หมายถึง ทำให้เข้าใจเป็นอื่น, ทำให้เลือน เช่น ทหารพรางตัวด้วยการใช้ชุดลายพราง เป็นต้นครับ

     ดังนั้น ควรใช้คำสองคำนี้ให้ถูกต้องด้วยการออกเสียงและเขียนสะกดคำให้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ต้องการสื่อสาร ปัญหาจากการสื่อสารก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ

โดย

ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

ผ้าป่า คืออะไร รู้ไว้ไม่เสียหลาย

ผ้าป่า คืออะไร รู้ไว้ไม่เสียหลาย

                  หลายคนคงได้ยินคำว่า “ผ้าป่า” คำนี้มาตั้งแต่เมื่อเริ่มจำความได้ (ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางภาษาของแต่ละคนครับ) เพราะว่าผ้าป่ามีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยนั้นนับถือกันเป็นส่วนใหญ่ ครับ
ผ้าป่า ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดเป็นคำนาม หมายถึง “ผ้า (พร้อมทั้งเครื่องบริวาร ถ้ามี) ที่นําเอาไปวางทอดไว้เสมือนว่าเป็นผ้าที่ทิ้งอยู่ในป่า เพื่อให้พระชักเอาไป เป็นทํานองผ้าบังสุกุล มักทําเป็นปรกติต่อท้ายทอดกฐิน เรียกว่า ทอดผ้าป่า”
                  ผ้าป่า จัดเป็นการทำบุญซึ่งนิยมกันมากอย่างหนึ่ง มีชื่อเรียกตามลักษณะการรวมกันของเครื่องบริวาร หรือ ตามวัตถุประสงค์ของการทำบุญที่เกี่ยวกับงานที่จัดขึ้น เช่น ผ้าป่าข้าวสาร ผ้าป่าข้าวเปลือก ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าต้นไม้ ผ้าป่าการศึกษา ผ้าป่าเสื้อต้านภัยหนาว ผ้าป่าขยะรีไซเคิล ผ้าป่าไถ่ชีวิตโคกระบือ เป็นต้น
                  ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนบ้างก็เคยบอกกับผู้เขียนว่า ผ้าป่านั่นเป็นผ้าที่ผู้ถวายนำไปวางพาด (ทอด) ไว้บนกิ่งไม้เพื่อให้พระชักเอาไปเองโดยไม่กล่าวคำถวายหรือประเคนเหมือนถวายของทั่วไป กรณีที่พระหยิบผ้าไปแล้วนี้ เรียกว่า “ชักผ้าป่า” ผ้าที่นำไปพาดไว้ที่กิ่งไม้บางทีก็ตกแต่งผ้าเป็นรูปลิงหรือชะนีห้อยโหนที่กิ่งไม้บ้าง เป็นผ้าสบงผืนบ้าง หรือเป็นผ้าไตรจีวรบ้าง แล้วแต่ผู้ทอดผ้าป่าจะสรรหามาทอดได้ไว้ ณ กิ่งไม้ที่สมมติขี้นหรือต้นเงินผ้าป่าที่จัดไว้แล้ว
                   ดังนั้น คำว่า ผ้าป่า จึงมีความหมายที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมที่ให้นิยามไว้ จากเดิมว่า “ผ้าที่ทอด หรือวางทิ้งไว้ที่กิ่งไม้ในป่า” ขยายเป็น “เงินหรือสิ่งของที่บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์” ปัจจุบัน พบว่าพิธีการทอดผ้าป่านั้นไม่จำเป็นต้องนำผ้าไปวางทิ้งหรือทอดไว้ในป่า อีกแล้ว เพราะปรับให้เข้ากับสังคมสมัยโดยถือความสะดวกของสาธุชนผู้มาร่วมประกอบพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งถือว่าได้อุปโลกน์เป็นผ้าป่าไปแล้ว
                   ประเทศไทยของเรานั้น เมื่อชุมชนหรือองค์กรที่จะจัดงานผ้าป่าได้ปรึกษาหารือหรือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยเกี่ยวกับการจัดงานให้การทอดผ้าป่า ก็จะมีกำหนดการที่แน่นอน จากนั้นฝ่ายเจ้าภาพผ้าป่าหลัก แยกกันออกเป็นสายบ้างก็จะมีการบอกบุญด้วยวาจาบ้าง ฎีกาพร้อมซองผ้าป่าบ้างสู่พุทธบริษัทสาธุชนผู้ใจบุญอันที่จะร่วมสละทาน จตุปัจจัย สิ่งของตามความศรัทธาและอัตภาพที่จะร่วมสละได้ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ นำไปสู่ทำให้ได้เงินทอง เครื่องบริวารต่าง ๆ จำนวนมาก เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาทำพิธี “ทอดผ้าป่า” โดยผ่านการพิจารณาผ้าบังสุกุลหรือผ้าป่าจากตัวแทนคณะสงฆ์ แล้วก็นำเงินทอง สิ่งของ หรือปัจจัยเหล่านั้นมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการมอบให้วัดดำเนินการต่อไป หรือมอบให้แก่โรงเรียนเพื่อนำไปดำเนินการพัฒนาการศึกษาหรือสถานศึกษาต่อไป หรือมอบให้ผู้อื่น เช่น ผู้นำชุมชนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการทำบุญผ้าป่า เป็นต้น ครับ

คำศัพท์-ความหมายของคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ผ้าป่า”

ทอดผ้าป่า หมายถึง เอาผ้าถวายพระโดยวางไว้เพื่อให้พระชักเอาเอง คำนี้เป็นคำกริยา
ผ้าป่าสามัคคี หมายถึง ผ้าป่าที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจพร้อมเพรียงกันทำครั้งนั้น ๆ ขึ้นมา
เครื่องบริวารผ้าป่า หมายถึง ข้าวของที่จัดถวายในการทอดผ้าป่า เช่น ข้าวสาร สมุด ดินสอ หนังสือ ต้นไม้ ดอกไม้ เป็นต้น คำนี้เป็นคำนาม
ผ้าบังสุกุล หมายถึง เรียกกิริยาที่พระภิกษุชักผ้า (ที่เกี่ยวกับผ้าป่า) คำนี้เป็นคำนาม
ชักผ้าป่า หมายถึง อาการที่พระภิกษุพิจารณาและชักผ้าบังสุกุล
ฎีกาผ้าป่า หมายถึง ใบบอกบุญเรี่ยไรการจัดงานผ้าป่าครั้งนั้น ๆ

 

ตัวอย่างฎีกาผ้าป่า

This slideshow requires JavaScript.

 

คำถวายผ้าป่า

อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ
ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต
ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ
ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
ข้า แต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ ฯ

ในปี ๒๕๕๖ โรงเรียนเขื่องในพิทยาคารได้ระดมทรัพยากรในการจัดหาผ้าป่าเพื่อการศึกษา

                  เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จากการเตรียมงานนับปีเพื่อการจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาและการเปิดอาคารเรียน “พรหมวชิรญาณ” สมทบทุนสร้างลานปฏิบัติธรรมและห้องเกียรติยศพรหมวชิรญาณ ในการนี้ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๐ และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร มาประกอบมงคลพิธี (ประธานฝ่ายสงฆ์) และได้รับเกียรติจากนายประวิทย์ หลักบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๙ (ประธานฝ่ายฆราวาส) ว่าที่ ร.ต. กมล สาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารกล่าวรายงานการจัดงาน“เปิดอาคารเรียน “พรหมวชิรญาณ” และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างลานปฏิบัติธรรมและห้องเกียรติยศ “พรหมวชิรญาณ” นอกจากนี้ท่าน ส.ส. วุฒิพงษ์ นามบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติร่วมงานและมอบครุภัณฑ์เครื่องดนตรีวงโยธวาทิตแก่โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ในการจัดงานครั้งนี้ ในนามโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารบล็อกการศึกษาออนไลน์ (เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์) แห่งนี้ขอกราบนมัสการขอบพระคุณพระคุณเจ้าพระเถรานุเถระทุกรูป ขอขอบคุณข้าราชการที่มาร่วมงานทุกสังกัดทุกหน่วยงาน พ่อค้า ประชาชนทั้งตำบลใกล้เคียงและต่างจังหวัด ศิษย์เก่าโรงเรียนเขื่องในพิทยาคารทุกรุ่น เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร และผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมกันทำบุญด้วยทรัพย์ปัจจัยตามกำลังศรัทธาและได้สละเวลาอันมีค่าของท่านมาร่วมงานในครั้งนี้ ครับ

บรรยากาศในการจัดงาน

 

โดย ปิยะฤกษ์ บุญโกศล

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รายวิชา คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รายวิชา คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

            เรื่องดี ๆ สำหรับคุณครูผู้สอนคณิตศาสตร์  วันนี้ คุณครูกัญญารัตน์  นาชัยภูมิ  ครู โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร ขอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เรื่อง “แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3” 

            หากผู้อ่านสนใจดาวน์โหลดไว้ศึกษาสามารถคลิกที่ชื่อเรื่องท้ายนี้โหลดไว้ใช้ได้เลยครับ

               —  -  คำนำ

               —  -  เล่ม 2 ประโยคภาษาและประโยคสัญลักษณ์ 

 

“ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนไทยนี้มีความหมายว่า?

“ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนไทยนี้มีความหมายว่า?

          สำนวนที่ว่า  “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น”  จัดอยู่ในคำวิเศษณ์  เรามาพิจารณาสำนวนนี้กันครับ  “ถี่-ห่าง”  ถ้านำสองคำนี้มารวมกัน เราจะได้คำใหม่ในภาษาไทยว่า “ถี่ห่าง” ส่วนมากอยู่รวมกันกับคำว่า “ชั่วดี” จะได้ว่า “ชั่วดีถี่ห่าง”  จัดว่าเป็น “คำซ้อน”  (เพราะเป็นการนำคำที่มีความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน) 

          ช้าง  เป็นสัตว์ที่มีร่างกายขนาดใหญ่ แต่มีดวงตาที่เล็กมาก

          เล็น  หมายถึง แมลงหรือสัตว์ขนาดเล็กมาก  เมื่อกัดจะทําให้เกิดความระคายเคืองต่อร่างกายซึ่งอาจหมายถึงพวกไร เหา เห็บ หมัด  หรือมด ก็ได้  แต่เมื่อเทียบกับลำตัวของมันกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ แล้ว มันก็มีดวงตาที่ใหญ่มาก 

          สำนวนนี้ เดิมใช้ว่า ถี่ลอดตัวช้าง ห่างลอดตัวเล็น   ต่อมาได้กลายเสียงเป็น ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น และก็มีการใช้สำนวนนี้กันมาถึงปัจจุบัน  

          ข้อความในสำนวนนี้พบว่า มีคำคู่ขัดแย้งกันและไม่เป็นไปตามเหตุผล ครับ  นี่แหละจึงเป็นเหตุผลของสำนวน   ที่ว่า ถี่  แต่ช้างกลับลอดได้ทั้งตัว  นั้นหมายถึง ไม่ถี่ถ้วนจริง  คำว่า  “ถี่ลอดตัวช้าง” กับ “ห่างลอดตัวเล็น”   ถ้าพิจารณาตามเหตุตามผลต้องกล่าวว่า  “ห่างลอดตัวช้าง  ถี่ลอดตัวเล็น” จึงจะถูกต้อง 

          ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น  หมายถึง  “ดูเหมือนรอบคอบถี่ถ้วนแต่ไม่รอบคอบถี่ถ้วนจริง, ประหยัดในสิ่งที่ไม่ควรประหยัด ไม่ประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด ครับ

          มีสำนวนไทยอีกจำนวนมากที่เราคนไทยต้องรู้ในรูปของสำนวนและความหมายของสำนวนเพื่อจะได้นำไปใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมายสำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน นะครับ

 

สำนวนไทยพร้อมความหมายที่ควรรู้

               วันนี้  จึงขอเสนอสำนวนไทยบางสำนวน  เพื่อให้นักเรียนรวมถึงนักอ่านผู้ท่องเว็บเก็บความรู้จากบล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์ได้รู้จักสำนวนไทยและความหมายพอหอมปากหอมคอ ดังนี้ ครับ

สำนวน

ความหมาย

กินน้ำใต้ศอก

จําต้องยอมเป็นรองเขา, ไม่เทียมหน้าเทียมตาเท่า (มักหมายถึงเมียน้อยที่ต้องยอมลงให้แก่เมียหลวง)

กินน้ำเห็นปลิง

รู้สึกตะขิดตะขวงใจ (เหมือนจะกินน้ำเห็นปลิงอยู่ในน้ำก็กินไม่ลง)

กลิ้งครกขึ้นภูเขา

เรื่องที่ตนกำลังจะทำนั้นถ้าจะทำให้สำเร็จนั้นทำได้ยากลำบาก จึงต้องใช้ความพยายามและความสามารถอย่างมาก

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

ลักษณะของการทำงานที่มีความลังเลใจ ทำให้แก้ไขปัญหาได้ไม่ทันท่วงทีเมื่อได้อย่างหนึ่ง แต่ต้องเสียอีกอย่างหนึ่งไป ดุจเอาถั่วกับงามาคั่วพร้อมกัน กว่าจะคั่วจนถั่วสุก งาก็จะไหม้หมดไปก่อน

กำขี้ดีกว่ากำตด

ได้บ้างดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน

เก็บเล็กผสมน้อย, ทําอะไรที่ประกอบด้วยส่วนเล็กส่วนน้อย โน่นบ้างนี่บ้าง จนสําเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

แกว่งเท้าหาเสี้ยน

หมายถึงคนที่เข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็น จนทำให้ตัวเองได้รับความเดือนร้อน

ใกล้เกลือกินด่าง

สิ่งที่หาได้ง่ายหรืออยู่ใกล้ตัวที่มีคุณค่ากว่า กลับไม่เอา  แต่กลับไปเอาสิ่งที่อยู่ไกลหรือหายาก แต่มีคุณค่าด้อยกว่ามาใช้

ขี่ช้างจับตั๊กแตน

ลงทุนมากแต่ได้ผลเพียงเล็กน้อย

ขว้างงูไม่พ้นคอ

ทําอะไรแล้วผลร้ายกลับมาสู่ตัวเอง

ข้าวใหม่ปลามัน

อะไรที่เป็นของใหม่ก็ถือว่าดี, นิยมเรียกช่วงเวลาที่สามีภรรยาเพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ว่า ระยะข้าวใหม่ปลามัน

เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม

ประพฤติตนตามที่คนส่วนใหญ่ประพฤติกัน

แขกไม่ได้รับเชิญ

คนหรือสัตว์ที่ไม่พึงปรารถนาซึ่งเข้ามาทำให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญ

ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก

เรื่องราวที่เกิดเดือนร้อนขึ้นมา กำลังมีปัญหาและแก้ไขอยู่ ก็เกิดมีปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามา

ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

มีความรู้มากแต่ไม่รู้จักใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์

คอหอยกับลูกกระเดือก

เข้ากันได้ดี แยกกันไม่ออก

ฆ้องปากแตก

ปากโป้ง, เก็บความลับไม่อยู่,  ชอบนำความลับของผู้อื่นไปเปิดเผย

ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก

ทำการใหญ่ไม่ควรตระหนี่

จับตัววางตาย

กำหนดลงไปแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง

เจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด

ผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์

ปล่อยไปตามเรื่องราว ไม่เอาเป็นธุระ

เชื้อไม่ทิ้งแถว

เป็นไปตามเผ่าพันธุ์

ซื่อเหมือนแมวนอนหวด

ทำเป็นซื่อ

ซื้อควายหน้านา ซื้อผ้าหน้าตรุษ

ซื้อของไม่คำนึงถึงเวลาหรือฤดูกาลย่อมได้ของที่มีราคาแพง

ดินพอกหางหมู

คั่งค้างพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ

เด็ดบัวไม่ไว้ใย

ตัดขาดกัน, ตัดญาติขาดมิตรกันเด็ดขาด

ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

ตกอยู่ในที่คับขันอย่างไรก็ไม่เป็นอันตราย, ตกอยู่ที่ใดก็ไม่สูญหาย

ตบมือข้างเดียวไม่ดัง

ทำอะไรฝ่ายเดียวย่อมไม่เกิดผล

ถอนต้นก่นราก

ทำลายให้ถึงต้นตอ

ถอนหงอก

ไม่นับถือความเป็นผู้ใหญ่

ที่เท่าแมวดิ้นตาย

ที่ดินหรือเนื้อที่เล็กน้อย

นกรู้

ผู้ที่มีไหวพริบรู้เท่าทันเหตุการณ์หรือภัยที่จะมาถึงตน

นั่งในหัวใจ

รู้ใจ, ทำถูกต้องตรงตามที่ผู้อื่นคิดไว้

น้ำตาตกใน

เศร้าโศกเสียใจอย่างมาก แต่ไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

บอกเล่าเก้าสิบ

บอกกล่าวให้รู้

บ้าหอบฟาง

บ้าสมบัติ เห็นอะไร ๆ เป็นของมีค่าก็จะเอาทั้งนั้น  หรือ อาการถือเอาสิ่งของ หอบหิ้วสิ่งของพะรุงพะรัง

เบี้ยบ้ายรายทาง

เงินที่จะต้องใช้จ่ายหรือเสียไปเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ ในขณะทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ

ปรานีตีเอาเรือ

เอ็นดูหรือเผื่อแผ่เขาแต่กลับถูกประทุษร้ายตอบ

ปลาติดหลังแห

คนที่พลอยได้รับเคราะห์กรรมร่วมกับผู้อื่นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนพัวพันด้วย

ปากหวานก้นเปรี้ยว

พูดจาอ่อนหวานแต่ไม่จริงใจ

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

คนมั่งมีแต่แต่งตัวซอมซ่อ

ผีซ้ำด้ำพลอย

ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งลงหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย

พอก้าวขาก็ลาโรง

ชักช้าทำให้เสียการ

พูดอย่างมะนาวไม่มีน้ำ

พูดห้วน ๆ

ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด

ฟังไม่ได้ความแน่ชัดแล้วเอาไปพูดต่อหรือทำผิด ๆ พลาด ๆ

ฟ้าไม่กระเทือนสันหลัง

อำนาจเบื้องบนหรือผู้ปกครองยังไม่ลงโทษทัณฑ์,  ถ้าฟ้าไม่กระเทือนสันหลังก็ยังไม่รู้สึก

มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก

พูดจาตลบตะแลงพลิกแพลงไปมาจนจับคำพูดไม่ทัน

มะพร้าวตื่นดก

เห่อหรือตื่นเต้นในสิ่งที่ตนไม่เคยมีไม่เคยได้จนเกินพอดี

มัดมือชก

บังคับหรือใช้วิธีการใด ๆ ให้อีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาวะจำยอมโดยไม่มีทางต่อสู้

แม่สายบัวแต่งตัวค้าง

ผู้หญิงที่นัดกับคนอื่นแล้วแต่งตัวคอยผู้มารับเพื่อออกนอกบ้าน แต่เขาไม่มาตามนัด

ยาวบั่นสั้นต่อ

รักจะอยู่ด้วยกันนาน ๆ ให้ตัดความคิดอาฆาตพยาบาทออกไป  รักจะอยู่ด้วยกันสั้น ๆ ให้คิดอาฆาตพยาบาทเข้าไว้

ยุให้รำตำให้รั่ว

ยุให้แตกกันหรือยุให้ผิดใจกัน

รวบหัวรวบหาง

ทำให้เสร็จโดยเร็ว

ร้อนวิชา

เร่าร้อนอยากจะแสดงวิชาความรู้พิเศษจนอยู่ไม่เป็นปกติ

ล้มมวย

สมยอมหรือทำให้สมยอมกันในทางไม่สุจริต

ลากหนามจุกช่อง

ยกเรื่องต่าง ๆ มาอ้างป้องกันตัว หรือ ขัดขวางไม่ให้คนอื่นได้รับประโยชน์ในเมื่อตนเองไม่ได้รับประโยชน์ด้วย

เลือดข้นกว่าน้ำ

ญาติพี่น้องย่อมดีกว่าคนอื่น

วันพระไม่มีหนเดียว

วันหน้ายังมีโอกาสอีก ใช้ในการแก้แค้นหรือเอาคืน

วัวสันหลังหวะ

คนที่มีความผิดติดตัวทำให้คอยหวาดระแวง

ศรศิลป์ไม่กินกัน

ไม่ถูกกัน หรือ ไม่ลงรอยกัน หรือ ไม่ชอบหน้ากัน

ศิษย์มีครู

คนเก่งที่มีครูเก่ง

สวมหมวกหลายใบ

ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกัน

สะดุดขาตัวเอง

ทำผิดหลักเกณฑ์ที่ตนกำหนดไว้เอง

เส้นผมบังภูเขา

เรื่องง่าย ๆ แต่คิดไม่ออก เหมือนมีอะไรมาบังอยู่

หนังหน้าไฟ

ผู้ได้รับความเดือดร้อนก่อนผู้อื่น

หนีเสือปะจระเข้

หนีภัยอันตรายอย่างหนึ่งแล้วต้องพบภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่ง

หนูตกถังข้าวสาร

ผู้ชายที่มีฐานะไม่ค่อยดีได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ร่ำรวย

เอากุ้งฝอยไปตกปลากะพง

ลงทุนน้อยหวังผลกำไรมาก

เอาปูนหมายหัว

ผูกอาฆาตไว้, ประมาทหน้าว่าไม่มีทางจะเอาดีได้

เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

โต้ตอบหรือทะเลาะกับคนพาลหรือคนที่มีฐานะต่ำกว่าเป็นการไม่สมควรทำ

          เป็นอย่างไรบ้างครับ กับสำนวนไทยที่นำเสนอไปนั้น คงไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปนะครับ   จำได้ทั้งรูปสำนวนและความหมายของสำนวน (แบบยากที่จะลืมกัน) กี่สำนวนเอ่ย  บล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  “สำนวนไทยพร้อมความหมายที่ควรรู้” ที่ได้นำเสนอนี้  คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษานะครับ

เขียนโดย  ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

  ๑๐  มีนาคม  ๒๕๕๗

“อิจฉาริษยา” เป็นอย่างไร มาเรียนรู้คำที่ใช้ในภาษาไทยของเรากันเถอะ

“อิจฉาริษยา” เป็นอย่างไร มาเรียนรู้คำที่ใช้ในภาษาไทยของเรากันเถอะ

          คำว่า  “อิจฉาริษยา”  เราได้ยินจนคุ้นหู  วันนี้ผู้เขียนได้ดูละครโทรทัศน์ได้ยินคำนี้ที่ตัวละครพูดกัน  บล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์ก็เลยขอยกตัวอย่างคำนี้ เพื่อนำทุกท่านที่ท่องเว็บเก็บความรู้มาทำความรู้จักกับคำ ๆ นี้  ให้ดียิ่งขึ้นครับ

          อิจฉา  (อ่านว่า อิด-ฉา)  ตามความหมายในพจนานุกรม  หมายถึง  เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ  จึงอยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง  จัดเป็นคำกริยา  คำนี้มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต  (รากศัพท์เดิมเป็น อิจฺฉา)

          ริษยา  (อ่านว่า ริด-สะ-หฺยา)  ตามความหมายในพจนานุกรม  หมายถึง  อาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี หรือ เห็นคนอื่นได้ดีกว่าเราแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ (ซึ่งนับไปสู่การขัดขวางหรือทำร้ายคนอื่น)  คำนี้จัดเป็นคำกริยา  มาจากภาษาบาลี (รากศัพท์เดิมเป็น อิสฺสา)  สันสกฤต  (รากศัพท์เดิมเป็น อีรฺษฺยา)

          เราจะพบว่า  คำสองคำข้างต้นมีความหมายที่ใกล้เคียงกัน  แต่คำว่า  “ริษยา”  จะมีความหมายที่หนักกว่า  “อิจฉา”  ดังนั้นถ้าจะแยกคำสองคำนี้ออกจากกันเราต้องเลือกสรรคำและใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะครับ

          เมื่อคำว่า  “อิจฉา”  และ  “ริษยา”  มาอยู่ด้วยกัน  กลายเป็น  “อิจฉาริษยา”  ซึ่งจะเป็นการให้ความหมายที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันทั้ง ๒ กริยา  ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างคำใหม่ในภาษาไทยด้วยวิธี “ซ้อนคำ”  คำที่ได้จัดว่าเป็น  “คำซ้อน”  เรามาเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “คำซ้อน”  กันเถอะครับ

 

คำซ้อน คือ?

          คำซ้อน คือ  คำใหม่ในภาษาไทยที่เกิดจากการสร้างคำ  โดยนำคำมูลตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปซึ่งมีความหมายเหมือนกัน  ใกล้เคียงกัน  เกี่ยวข้องกัน  หรือมีความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนคำเรียงต่อกัน    ทำให้เกิดคำที่มีความหมายแคบลง  คงที่   กว้างขึ้น  หรือเปลี่ยนไป (การอุปมา)

 

ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำซ้อน

          คำซ้อน  สร้างจากคำมูล (คำดั้งเดิม)  มาเรียงต่อกัน  คำที่นำมาซ้อนกันอาจเป็นนาม  กริยา  หรือวิเศษณ์ก็ได้  

          ในภาษาไทยของเรา ส่วนมากการซ้อนคำต้องนำคำมูลชนิดเดียวกันมาเรียงเข้าด้วยกัน   ตัวอย่างเช่น

                  นามกับนาม  เช่น   เสื่อสาด  ตับไต  จอบเสียม  ถ้วยโถโอชาม

                  กริยากับกริยา เช่น  พัดวี  เรียกร้อง  สั่งสอน  กวดขัน  เด็ดขาด  อบอุ่น  เก็บหอม

                  วิเศษณ์กับวิเศษณ์ เช่น  อ้วนท้วน  แข็งแกร่ง นุ่มนิ่ม  ฉับพลัน  ซีดเซียว

          และเราจะพบว่า  คำมูลนั้นจะนำมาจากภาษาใดก็ได้  อาจเป็นคำไทยกับคำไทย  คำไทยกับคำที่มาจากภาษาอื่น หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นทั้งหมด  ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ครับ

                คำไทยกับคำไทย   เช่น  ปูปลา  ผีสาง  อ้อนวอน  อ้วนพี  แขนขา  ชุกชุม  เจ้านาย   งดงาม

                คำไทยกับคำเขมร  เช่น   ก้าวเดิน  แบบฉบับ  ขนมนมเนย  โง่เขลา  งามลออ

                คำที่มาภาษาต่างประเทศกับคำภาษาต่างประเทศ  ได้แก่  คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตกับคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต  เช่น  สุขสันต์  ประหัตประหาร    เหตุการณ์   มิตรสหาย   อุดมสมบูรณ์

จากคำมูลก่อเป็นคำซ้อน

          ๑.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๒  คำ  เช่น  นิ่มนวล  ปากคอ  ขับขี่  แข่งขัน  ฟ้าฝน  หน้าตา  งอแง  เงียบเชียบ  ทดแทน  ประกวดประชัน  เมื่อยขบ  เมฆหมอก  ฝนฟ้า 

          ๒.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๓  คำ เช่น  ข้าวปลาอาหาร   ขนมนมเนย  ข้าทาสบริวาร  ห้างร้านบริษัท  ข้าวปลาอาหาร  ถนนหนทาง  ตลกขบขัน

          ๓.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๔  คำ เช่น  โง่เง่าเต่าตุ่น   กู้หนี้ยืมสิน  หนักเอาเบาสู้  ที่นอนหมอนมุ้ง  ยากดีมีจน  สิ้นไร้ไม้ตอก   ตอบบุญแทนคุณ 

          ๔.  คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล  ๖  คำ เช่น  ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน  อดตาหลับขับตานอน   นอนกลางดินกินกลางทราย  คดในข้องอในกระดูก  

 

จุดประสงค์ของการซ้อนคำ  ก็คือเพื่อให้ได้คำใหม่  (คำซ้อน)

 

ลักษณะของคำซ้อนและวิธีการสร้างคำซ้อน 

    มี ๒ ลักษณะ ดังนี้

         .  ซ้อนเพื่อความหมาย   เป็นการนำคำที่มีความหมายสมบูรณ์มาซ้อนกันตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป  ทำให้เกิดคำที่ให้ความหมายที่คงที่ไล่เลี่ยกันทั้ง ๒ คำขึ้นไปหรือให้ความหมายที่กว้างออกไป

               ๑.๑  คำที่มีความหมายเหมือนกัน  เช่น  พัดวี  เพพัง  อุดหนุนจุนเจือ  เมื่อยขบ  ยากจน  ยาวนาน  ระกำลำบาก  สู้ทน  หลีกเลี่ยง

               ๑.๒  คำที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน  เช่น  จานชาม  เจ็บปวด  ปิ้งย่าง  เนื้อตัว  ห้างร้าน  บ้านเรือน  แข้งขา  ตับไตไส้พุง  เสื้อแสง (แสง หมายถึง กางเกง)  ข้าวปลา  ปากฟันลิ้น  กายใจ  ดื่มกิน  ตอบแทน  อิจฉาริษยา

               ๑.๓  คำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกัน  เช่น  บ่าวสาว  พ่อแม่  พี่น้อง  ลูกหลาน  ผัวเมีย 

               ๑.๔  คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน  เช่น  ผิดชอบ  ชั่วดี  เท็จจริง  แพ้ชนะ  สูงต่ำ  ดำขาว  ได้เสีย  หนักเบา 

          ๒.  ซ้อนเพื่อเสียง  เป็นการนำคำที่มีเสียงคล้ายกันมาซ้อนกัน  เพื่อให้ออกเสียงให้ง่ายฟังแล้วรู้สึกรื่นหู   ในกรณีนี้คำที่นำมาซ้อนกันนั้นอาจมีความหมายเพียงคำใดคำหนึ่งก็ได้  หรือมีความหมายทั้งสองคำก็ได้  วิธีการสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง  ได้แก่

                ๒.๑  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  เสียงสระเดียวกัน  แต่เสียงตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  ถากถาง  ทาบทาม  รวบรวม  ออดอ้อน

                ๒.๒  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  แต่เสียงสระต่างกันมาซ้อนกัน  เช่น  เก้งก้าง  คมคาย  จริงจัง  แชเชือน  ชักช้า  ซุกซน  ซับซ้อน  ซุบซิบ  ซุ่มซ่าม  โด่งดัง   ทนทาน  ทรวดทรง  ท้อแท้  ทอดทิ้ง  ทักท้วง  เบาบาง  ปัดเป่า  เนิ่นนาน  ยื้อแย่ง  ยิ่งยวด รวดเร็ว  สดใส  หมองมัว  หลักแหล่ง  เอวองค์

                ๒.๓  นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน  แต่มีเสียงสระเดียวกันมาซ้อนกัน  เช่น   จิ้มลิ้ม บ่าวสาว  อ้อมค้อม  อ้างว้าง

                ๒.๔  นำคำที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำที่มีความหมาย  เพื่อให้สะดวกในการออกเสียง  มักใช้ในภาษาพูดเท่านั้น  (จัดเป็นคำอุทานเสริมบทก็ใช่ครับ)  เช่น  กระดูกกระเดี้ยว  สัญญิงสัญญา  หนังสือหนังหา  ไม่กินไม่เกิน  ผู้หลักผู้ใหญ่

                ๒.๕   มีการเพิ่มพยางค์ลงในคำซ้อนเพื่อให้มีเสียงสมดุล  พยางค์ที่แทรกมักเป็น  “กระ”  เช่น

                        จุ๋มจิ๋ม        เป็น        กระจุ๋มกระจิ๋ม

                        ดุกดิก        เป็น        กระดุกกระดิก                         

                ๒.๖   ใช้สัมผัสในในการซ้อนคำเพื่อให้เกิดคำซ้อน ๔ และ ๖ พยางค์  เช่น  โง่เง่าเต่าตุ่น   กู้หนี้ยืมสิน  หนักเอาเบาสู้  ที่นอนหมอนมุ้ง  ยากดีมีจน   ระกำลำบาก  สิ้นไร้ไม้ตอก   ตอบบุญแทนคุณ  ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน  อดตาหลับขับตานอน   ทรัพย์ในดินสินในน้ำ  นอนกลางดินกินกลางทราย  คดในข้องอในกระดูก  

 

ความหมายของคำซ้อน 

       ความหมายของคำซ้อน  แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

        ๑.   คำซ้อนที่มีความหมายคงเดิม   จะมีความหมายคงตามความหมายของคำที่นำมาซ้อน  เช่น   เกื้อหนุน  ข้าทาส  ข่มเหง  โง่เขลา  เจ็บปวด  ตอบบุญแทนคุณ  พัดวี  เพพัง  ทองคำ  ระกำลำบาก  เสื่อสาด  สูญหาย  อ้วนพี  อุดหนุนจุนเจือ  เป็นต้น

        ๒.   คำซ้อนที่มีความหมายใหม่  คำซ้อนที่มีความหมายใหม่มีหลายลักษณะ  เช่น

              ๒.๑   ความหมายแคบลง  คือ  มีความหมายที่เน้นคำใดคำหนึ่ง  ซึ่งจะเป็นคำหน้าหรือคำหลังก็ได้  เช่น  กัดกัน  ถนนหนทาง  เนื้อตัว  ท้องไส้  ปากคอ  หยิบยืม เป็นต้น

              ๒.๒   ความหมายกว้างขึ้น  คือ  มีความหมายรวมไปถึงอย่างอื่นที่มีลักษณะร่วมกันหรือจำพวกเดียวกัน  เช่น

                           เสื้อผ้า  หมายถึง  เครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ

                           พี่น้อง  หมายถึง  ทุกคนที่เกี่ยวข้อง

                           ถ้วยโถโอชาม  หมายถึง  ภาชนะใส่อาหารและสิ่งของอื่น ๆ

                           ตับไตไส้พุง  หมายถึง  อวัยวะภายใน  ไม่เฉพาะตับ  ไต  และไส้  เท่านั้น

                           เรือกสวนไร่นา  หมายถึง  พื้นที่สำหรับเพาะปลูก

               ๒.๓    ความหมายเชิงอุปมา  คือ  มีความหมายเปลี่ยนไป  เกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่ในเชิงอุปมา  เช่น

                              ข้าวยากหมากแพง         หมายถึง    ภาวะขาดแคลนอาหาร

                              ครอบครอง                หมายถึง    ยึดถือไว้เพื่อตน

                              เจ้าบุญนายคุณ            หมายถึง    ผู้ที่มีบุญคุณ

                              เชิดชู                        หมายถึง    ยกย่อง, ชมเชย

                              ดูดดื่ม                       หมายถึง    อุ้มชู

                              ถากถาง                     หมายถึง    ค่อนว่า  มีเจตนาให้เจ็บใจ

                              ปากว่าตาขยิบ             หมายถึง    พูดอีกอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

                              หนักแน่น                   หมายถึง    มั่นคง,  ไม่ท้อถอย,  ไม่โกรธง่าย

                              อุ้มชู                         หมายถึง    เลี้ยงดูอย่างยกย่อง, ประคับประคอง

                              เอียงเอน                    หมายถึง    ไม่เที่ยงตรง

          ดังนั้น  คำตัวอย่าง  “อิจฉาริษยา”  ที่นำมาให้ศึกษาในวันนี้  จึงจัดว่าเป็นคำซ้อนที่เกิดจากคำมูล ๒ คำ  เป็นการซ้อนคำเพื่อความหมายที่มีความหมายเป็นพวกเดียวกัน

          บล็อกการศึกษาออนไลน์เรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  “คำซ้อน”เนื้อหาที่ได้พยายามเรียบเรียงสาระนี้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สะดวกต่อการศึกษานี้  คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษานะครับ

 

เขียนโดย  ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

  ๑๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗

ความหมายและชนิดของฉันท์

ความหมายและชนิดของฉันท์

 

          ช่วงนี้นักเรียนกำลังเรียนเรื่อง “สามัคคีเภทคำฉันท์”  อันเป็นการสรุปบทเรียนอีกทางหนึ่งเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องฉันท์  บล็อกการศึกษาเรียนภาษาไทยน่ารู้กับครูปิยะฤกษ์จึงนำความรู้ที่ครูเรียบเรียงขึ้นมานี้นำเสนอให้นักเรียนได้อ่านทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ครับ

 

ความหมายของฉันท์

          ฉันท์ คือ ลักษณะคำประพันธ์ (บทร้อยกรอง) ประเภทหนึ่ง  โดยนักประพันธ์ได้บรรจงร้อยกรองขึ้นเพื่อให้เกิดความไพเราะ  เกิดจินตภาพ  ซาบซึ้งในคำประพันธ์   โดยกำหนดฉันทลักษณ์ด้วยเสียงครุ-ลหุ และสัมผัสไว้เป็นแบบแผนโดยเฉพาะ ๆ  ต่างกันไปตามชื่อของฉันท์
ฉันท์มีชื่อต่าง ๆ  จำนวนมาก  ตามที่ปรากฏในคัมภีร์วุตโตทัยมีจำนวน ๑๐๘ ฉันท์ แต่ไทยเราดัดแปลงเอามาใช้  และก็ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด จะเลือกเอาฉันท์ที่เห็นว่าไพเราะ  มีทำนองอ่านสละสลวย  ในคำฉันท์เก่า ๆ  ที่นิยมแต่งกัน ได้แก่

                    – อินทรวิเชียรฉันท์

                    – สัททุลวิกกีฬิตฉันท์

                    – สัทธราฉันท์

                    – วสันตดิลกฉันท์

                    – มาลินีฉันท์

                    – โตฎกฉันท์

          การแต่งฉันท์  ต้องบรรจุพยางค์หรือคำให้ครบ  ตามจำนวนพยางค์หรือคำที่ระบุไว้ จะบรรจุคำให้เกินกว่ากำหนด  เหมือนการแต่ง โคลง กลอน และกาพย์ไม่ได้   ปัจจุบันคำใดที่กำหนดไว้ว่าเป็นครุและลหุจะต้องเป็นครุและลหุจริง ๆ จะใช้ครุและลหุผิดที่ไม่ได้ คำ  เดิมนั้น  คำว่า  บ ก็  คำที่ประสมด้วย สระอำ ในแม่ ก กา ก็ดี  ใช้เป็นลหุได้ แต่ปัจจุบันคำที่ประสมด้วยสระอำไม่นิยมใช้กันแล้ว เพราะถือว่าเป็นคำที่มีเสียงตัวสะกด /ม/  อยู่ด้วย

ชื่อฉันท์ต่าง ๆ  ในวรรณกรรมของไทยที่นักเรียนควรรู้จักชื่อไว้และศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ  มีดังนี้

 

ชนิดของฉันท์

ฉันท์ ๘

๑.  จิตรปทาฉันท์ ๘

๒.  ปมาณิกฉันท์ ๘

๓.  มาณวกฉันท์ ๘

๔.  วิชชุมาลาฉันท์ ๘

 

ฉันท์ ๑๑

๕.  สาลินีฉันท์ ๑๑

๖.  อาขยานิกาฉันท์ ๑๑

๗.  อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๘.  อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑

๙.  อุปชาติฉันท์ ๑๑

๑๐.  อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

 

ฉันท์ ๑๒

๑๑. กมลฉันท์ ๑๒

๑๒. โตฎกฉันท์ ๑๒

๑๓. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒

๑๔. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒

๑๕. อินทวงสฉันท์ ๑๒

 

ฉันท์ ๑๔

๑๖. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

 

ฉันท์ ๑๕

๑๗. ประภัททกฉันท์ ๑๕

๑๘. มาลินีฉันท์ ๑๕

 

ฉันท์ ๑๖

๑๙. วาณินีฉันท์ ๑๖

 

ฉันท์ ๑๘

๒๐. กุสุมิตลดาเวลลิตาฉันท์ ๑๘

 

ฉันท์ ๑๙

๒๑. เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙

๒๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙

 

ฉันท์ ๒๐

๒๓. อีทิสฉันท์ ๒๐

 

ฉันท์ ๒๑

๒๔. สัทธราฉันท์ ๒๑

 

ฯลฯ

 

โดย  ครูปิยะฤกษ์  บุญโกศล

โรงเรียนเขื่องในพิทยาคาร

คำขวัญวันครู ประจำปี 2557

คำขวัญวันครู ประจำปี 2557

              จากผลงานการประกวดคำขวัญวันครู  ประจำปี 2557  ของคุรุสภา  ความว่า

“เทิดพระเกียรติทั่วหล้า กตัญญูบูชา แม่และครูแห่งแผ่นดิน”  ซึ่งเป็นคำขวัญวันครู  ประจำปี พ.ศ. 2557

              การจัดงานวันครู มีครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499

              คำขวัญวันครูนั้นเดิมเป็นคำขวัญจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา  ต่อมาก็เป็นคำขวัญของบุคคลทั่วไปที่ส่งเข้าร่วมประกวด

 

รวมคำขวัญวันครูจากอดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2522-พ.ศ.2557)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2522   การให้การศึกษาแก่คนในชาติ เป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต ดังนั้นจึงต้องระดมสรรพกำลังหลาย ๆ ด้านมาช่วยเหลือการศึกษา ปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ครูซึ่งจะเป็นผู้ผลักดันให้ทุกอย่างไปสู่เป้าหมายได้ ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงตระหนักถึงหน้าที่อันมีเกียรตินี้ ในโอกาสที่วันสำคัญอย่างยิ่งของครูได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ข้าพเจ้าในนามของกระทรวงศึกษาธิการและประธานอำนวยการคุรุสภา ขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงเพื่อนครูทุกท่าน ทั้งนอกและในราชการขอจงประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกันและขอได้โปรด ตระหนักถึงหน้าที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของครูที่ดีสืบไป  (นายแพทย์บุญสม มาร์ติน)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2523   เป็นครูต้องยึดถือคุณธรรมของครู  (ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2524  ครูที่แท้ต้องทำแต่ความดี ประพฤติปฏิบัติในระเบียบแบบแผนอันสมควรกับเกียรติภูมิของตน มีความรักในลูกศิษย์และอบรมปัญญาให้ลูกศิษย์มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้าน วิชาการ ความฉลาดรอบรู้ในเหตุและผล ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และทางด้านพลานามัย  (ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2525  ครู นั้น สังคมยกย่องนับถือว่าเป็นปูชนียบุคคล ทั้งนี้เพราะว่าครูเป็นผู้เสียสละ ยึดมั่นในคุณงามความดี และความถูกต้อง จึงขอให้รักษาความดีนี้ตลอดไป (ดร.เกษม ศิริสัมพันธ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2526   อนาคตของเด็กไทย อยู่ที่ความเอาใจใส่ของครูทุกคน (ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2527   ใน วาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2527 ผมขอให้เพื่อนครูที่รักทั้งหลายและสมาชิกคุรุสภาทุกท่าน ประสบความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล สัมฤทธิ์ผลอันพึงปรารถนาตลอด (นายชวน หลีกภัย)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2528  การ ที่บุคคลหนึ่งจะดำรงชีวิตได้อย่างดีนั้นมิใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะผู้เป็นครูมีแนวปฏิบัติที่ยากยิ่ง เป็นสิ่งน่าเห็นใจที่ครูจะต้องปฏิบัติโดยยึดถือความดีมีคุณธรรมระดับสูงกว่า บุคคลทั่วไป แต่ก็น่าภาคภูมิใจเมื่อครูผู้ปฏิบัตินั้น ได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา และยอมรับจากสังคมมากขึ้น จึงขอให้เพื่อนครู ทุกท่านปฏิบัติตนด้วยความเสียสละ อดทน ยึดถือความดี มีคุณธรรมเพื่อจะบังเกิด ผลดีแก่ตนเอง ชุมชน และประเทศชาติสืบไป (นายชวน หลีกภัย)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2529    ครูคือผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณค่าต่อการพัฒนาชาติให้ก้าวหน้า และอยู่รอดปลอดภัย (นายชวน หลีกภัย)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2530    ครูดีมีวินัย และคุณธรรม ย่อมน้อมให้เยาวชนเป็นพลเมืองดี (นายมารุต บุญนาค)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2531   ครูเป็นผู้สร้าง ครูเป็นผู้ให้ความหวัง ครูเป็นพลังให้ศิษย์เป็นคนดี (นายมารุต บุญนาค)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2532  ครูดี มีจรรยา มุ่งค้นคว้าเพื่อพัฒนาเด็กไทย (พลเอกมานะ รัตนโกเศศ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2533   ครูคือผู้อุทิศทั้งชีวิตและจิตใจ ส่งเสริมเพิ่มพูนให้เยาวชนเป็นคนดี (พลเอกมานะ รัตนโกเศศ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2534   ครูคือผู้สร้างสรรค์ให้เยาวชนของชาติเป็นพลเมืองดี (พลเอกมานะ รัตนโกเศศ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2535  ครูคือ ผู้ให้ ผู้สร้าง ผู้พัฒนา และผู้นำเยาวชนของชาติ (ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2536   ครูคือนักพัฒนา และรักษาสิ่งแวดล้อม (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2537   ครูคือ ผู้มีคุณธรรม ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2538  อุทิศเวลา รักษาคุณธรรม ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2539  ครู เป็นหัวใจของการพัฒนาคน (นายสุขวิช รังสิตพล)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2540  ครูสร้างศิษย์ ด้วยมิตรและนำใจ ครูคือผู้ให้ เพื่อเยาวชนไทยได้พัฒนา (นายสุขวิช รังสิตพล)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2541 ครูเป็นผู้นำทางปัญญา ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี (นายชุมพล ศิลปอาชา)

คำขวัญวันครู พ.ศ.2542  ครูเป็นผู้เบิกทางแห่งปัญญา เจ้าของคำขวัญ นายปัญจะ เกสรทอง ครูชี้ทางสร้างสรรค์ภูมิปัญญา ชนเชิดบูชาพระคุณครู (นางเซียมเกียว แซ่เล้า)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2543  ครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เจ้าของคำขวัญ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล สร้างชาติ สร้างคน ผลงานของครู ทั่วโลกรับรู้ เชิดชูบูชา (นายประจักษ์ เสตเตมิ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2544  พระคุณครูยิ่งใหญ่ สร้างไทยให้พัฒนา ขอบูชาคุณครู (นางสาวสุทิสา ธนบดีไพบูลย์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2545  สร้างคนสร้างชาติ สร้างศาสตร์ก้าวหน้า สร้างภูมิปัญญา ขอบูชาครู  (นายสุเทพ วิเศษศักดิ์ศรี)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2546   ครูให้ความรู้ ควบคู่จรรยา ปวงชนทั่วหล้า น้อมบูชาครู (นางสมปอง สายจันทร์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2547  ครูคือพลังสร้างแผ่นดิน ไทยทุกถิ่นน้อมบูชาพระคุณครู  (นางสาวพรทิพย์ ศุภกา)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2548   ครูสร้างคนสร้างชาติด้วยศาสตร์ศิลป์ ทั่วแผ่นดินศรัทธาบูชาครู (นายประจักษ์ หัวใจเพชร)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2549  ครูดีเป็นศรีแผ่นดิน ศิษย์ทั่วถิ่นศรัทธาบูชาครู (นางพรรณา คงสง)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2550   สิบหกมกรา เทิดทูน พ่อแผ่นดิน ภูมินทร์บรมครู (นางสาวศันสนีย์ แสนโรจน์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2551  ครูของแผ่นดินเลิศศิลป์ศาสตร์ มหาราชภูมิพลฯ ชนบูชา (นางพงษ์จันทร์ สุขเกษม)

คำขวัญวันครู พ.ศ.2552  ครูสร้างคนดี เป็นศรีแผ่นดิน ทั่วถิ่นศรัทธา บูชาคุณครู (นางนฤมล จันทะรัตน์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2553  น้อมจิตวันทา บูชาคุณครู กตัญญูกตเวที (นายกันทา วงศ์จันทร์ทิพย์)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2554   เทิดพระเกียรติทั่วหล้า บูชาครูของแผ่นดิน ภูมินทร์ภูมิพล (นางกนกอร ภูนาสูง)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2555   บูชาครูแห่งแผ่นดิน จอมปราชญ์ศาสตร์ศิลป์ สยามินทร์ ภูมิพล (นางสาวขนิษฐา อุตรโส จาก จังหวัดนครปฐม)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2556   แปดสิบพรรษา  พระราชินี  ราษฎร์รัฐภักดี ครูศรีแผ่นดิน  (นายสะอาด  สีหภาค  จาก จังหวัดศรีสะเกษ)

คำขวัญวันครู พ.ศ. 2557  เทิดพระเกียรติทั่วหล้า กตัญญูบูชา แม่และครูแห่งแผ่นดิน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 103 other followers